บรรทัดฐานเพี้ยน? ประธานวิปฝ่ายค้านซัดนัว ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” ชี้เหตุผลตลกที่อ้างการแก้ไขบัญชีปัจจุบันมาล้างผิดเจตนาในอดีต ย้ำหน้าที่ ป.ป.ช. คือพนักงานสอบสวนไม่ใช่คนตัดสินคดี ท้าเปิดหลักฐานให้สังคมหายคาใจ หากยังอมพะนำเตรียมบุกทวงถามถึงที่สัปดาห์หน้า พร้อมเดินหน้ายื่นถอดถอน พ.ค. นี้แน่นอน
วันที่ 30 เม.ย.2569 เวลา 15.30 น.ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์ชัยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงว่า นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดสำนวนการไต่สวนคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่า สิ่งที่ป.ป.ช. จะต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของนายศักดิ์สยามก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินคดีนี้ ว่าก่อนหน้าหน้านั้น ในวันที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้น นายศักดิ์สยามมีเจตนาปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ ดังนั้นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วไม่ได้พิสูจน์เจตนาของนายศักดิ์สยาม เมื่อปี 2562 ว่าปิดบังหรือไม่ เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่สามารถพิสูจน์เจตนาเมื่อ 5 ปีก่อนได้
นายปกรณ์วุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่ ป.ป.ช.พยามอ้างมาตรฐานการพิสูจน์ทางอาญาหากจะชี้มูลจะต้องมีการพิสูจน์ให้ได้สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริตหรือไม่ ตนคิดว่า ป.ป.ช.มีความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม ผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญาคือศาลไม่ใช่ ป.ป.ช. ในกรณีนี้ป.ป.ช.ต้องทำหน้าที่เสมือนตำรวจหรืออัยการนั่นหมายความว่าหากเห็นว่ามีมูลทางป.ป.ช. จำเป็นจะต้องชี้มูลและให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเองว่านายศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานแบบนี้ตั้งแต่ชั้นป.ป.ช. และหากจะใช้มาตรฐานแบบนี้ตนก็มีข้อสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญคือเส้นทางการเงินในการโอนหุ้นของหจก.บุรีเจริญที่พิสูจน์ว่า ต้นเงินมาจากนายศักดิ์สยามและปลายทางอยู่ที่นาย ส. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นโนมินี ป.ป.ช.ได้พิสูจน์หลักฐานเหล่านั้นหรือไม่ และให้เหตุผลอันใดในการที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา และไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
“ผมจึงอยากเรียกร้องต่อป.ป.ช.ให้เปิดเผยเอกสารทั้งรายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้ รวมถึงความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบในเรื่องกล่าวหา และรายงานการประชุมของคณะกรรมการป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า ในกรณีนี้มีมาตรฐานมาแล้วที่ศาลปกครองได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้วเอกสารเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไปและป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย เพราะเราเคยมีบรรทัดฐานนี้มาแล้ว แต่ป.ป.ช. ก็เคยถูกคำสั่งลงโทษที่ไม่เปิดเผยสำนวนคดีที่เสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้นตนขอให้ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้ต่อสาธารณะ หากป.ป.ช. ยังไม่เปิดเผยภายในสัปดาห์หน้า ตนจะเดินทางไปที่ป.ป.ช. เพื่อยื่นเรื่องขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด
เมื่อถามว่าการลงชื่อของ สส. เพื่อยื่นเรื่องให้ประธานสภาส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ในกรณี นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่ามีการตั้งคณะทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อยื่นต่อประธานสภา เชื่อว่ารายชื่อไม่น่ามีปัญหา แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างคำร้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ คาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้จะมีความชัดเจน และจะมีการพูดคุยกันของคณะทำงาน เพื่อขีดเส้นว่าให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ และหากได้เอกสารจาก ป.ป.ช.ตามที่ตนร้องขอก็เชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อการทำคำร้องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายปกรณ์วุฒิ แถลงข่าวกับสื่อมวลชน พบว่า มี สส. พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบการแถลงข่าว



















