แจกเศษเนื้อ-กินก้อนเค้ก

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ปรากฏการณ์ที่  “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นิยามถึงระบบกินรวบประเทศไทย ไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่มันเป็น “ยุทธศาสตร์การครอบงำเชิงโครงสร้าง”

เมื่อฝ่ายบริหารกุมกลไกนิติบัญญัติ กำลังขยายอิทธิพลสู่ต้นธารยุติธรรม เพื่อสร้างสภาวะ “ไร้แรงต้าน” ในการใช้อำนาจ

พร้อมเตรียมอัดฉีดประชานิยมเข้าระบบรากหญ้า โกยคะแนนความนิยมว่าได้ช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านหยุดแจก แต่ควรแก้วิกฤติพลังงานที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากต้นทุนสูงของพลังงาน

โดยลดราคาน้ำมันผ่านภาษีสรรพสามิตและราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนสินค้าก็ลดลงตามจังหวะ

แต่รัฐบาลมองว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล เก็บคะแนนนิยมไม่ได้ บากหน้าเดินประชานิยม ราคาสินค้าแพงไม่สน ปล่อย “มาดามแต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เป็นหนังหน้าไฟ

แค่เริ่มต้นโชว์ฝีมือ เจอวิจารณ์ข่มกลายเป็นมวยออกอาการ สินค้าแพงเอาไม่อยู่ ราคาผลผลิตเกษตรดาหน้าตกต่ำ ทำได้เพียงออกมาตรการบรรเทาเฉพาะหน้า

รวมถึงโครงการไทยช่วยไทย รัฐบาลชิงจังหวะปูพรมวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. เข้าถึง 710 อำเภอ 80% ของอำเภอทั่วไทย โดยเปิดจำหน่ายทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพ.ค.69

ดึงโมเดิร์นเทรดระดับบิ๊กเอกชน ร่วมกับช่องทางออนไลน์ โดยจัดจุดจำหน่ายที่ว่าการอำเภอ กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีสมาร์ทโฟน เพื่อลดภาระค่าครองชีพ

มาตรการนี้เกิดความเหลื่อมล้ำ เมื่ออำเภอที่เหลืออีก 168 แห่งยังจัดสรรไม่ครบ อาจเป็นพื้นที่ห่างไกล แน่นอนเป็นประชาชนที่มีความยากลำบากจริง

และเมื่อหมดโปรฯ สิ้นเดือนพ.ค. รัฐบาลพยายามปฏิเสธการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต รื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น เพราะการลดราคาน้ำมันคือการให้ประโยชน์แบบ “เงียบเชียบ” วัดเป็นผลคะแนนได้ยาก

รัฐบาลตัดสินใจเดินเกม “ไทยช่วยไทย” เฟสสอง อัดฉีดเงิน 4,000 บาท ซึ่งรัฐจ่าย 60 % ประชาชนจ่าย 40 % เปรียบเสมือนการควักเงินจากกระเป๋าซ้ายของประชาชน มาหยิบยื่นให้ในนามความเมตตาของรัฐบาลทางกระเป๋าขวา

กลยุทธ์นี้คือการสร้าง “บุญคุณจำลอง” ผ่านสมาร์ทโฟน เฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิ.ย–ก.ย. 69

รัฐบาลยังไม่ได้โชว์ศักยภาพใดในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้ากับการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่และขั้วอำนาจของโลกที่กำลังผันผวน เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้กับคนไทย

และท่ามกลางภาวะสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน เกษตรกรระทมจนระทวย รัฐบาลกลับเร่งสปีดเมกะโปรเจกต์ มูลค่าราว 1 ล้านล้านบาท ปักธงโครงการแลนด์บริดจ์นับหนึ่งภายในปีนี้

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ไปปัดฝุ่นผลการศึกษาโครงการฯ ที่วางอยู่บนหิ้ง

โดยต้องอัปเดต 1.ผลการศึกษาความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วม 2.ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม คุมค่าหรือเสียหายย่อยยับ 3.งบประมาณลงทุนจากแหล่งใด

หัวใจ 3 ห้องเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย โดยเฉพาะหัวใจดวงที่หนึ่งและหัวใจดวงที่สอง นายพิพัฒน์ ต้องกำชับทีมงานทำด้วยความโปร่งใส เชื่อว่าใช้เวลายาวกว่า 1 ปี แน่ แล้วทำไมรัฐบาลยังพยายามนับหนึ่งให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า และเดินหน้าเมกะโปรเจกต์โดยปราศจากความโปร่งใส ประเทศไทยเสี่ยงติดอยู่ในกับดัก รัฐรวมศูนย์ทุนนิยมพวกพ้อง มองประชาชนเป็นเพียงเบี้ยในกระดานเลือกตั้ง ไม่ใช่หุ้นส่วนในการพัฒนาที่ยั่งยืน จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมกินรวบ ที่มีประชาชนเป็นผู้จ่ายค่าตัวแพงที่สุดเสมอ

……………………………..

คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก

โดย #ราษฎรเต็มขั้น 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img