โฆษกรัฐบาลชี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินเป็นกลไกจำเป็นในภาวะวิกฤติ หลังเผชิญแรงกดดันราคาพลังงานโลกและค่าครองชีพพุ่ง ย้ำคงวินัยการคลัง โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมเร่งมาตรการช่วยเหลือเริ่ม มิ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินของรัฐบาลว่ามีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่ ว่า ถือเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของฝ่ายบริหาร รัฐบาลยืนยันว่าการเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจรอได้
น.ส.รัชดา ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินมาตรการรองรับ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับเศรษฐกิจถดถอยในระยะต่อไป ซึ่งจะยิ่งแก้ไขได้ยากกว่าสถานการณ์ปัจจุบันหลายเท่า
ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางดำเนินการใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
โฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า ข้อเสนอให้ใช้กระบวนการงบประมาณปกติอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากงบประมาณประจำปีถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า การปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลาและอาจเกิดความล่าช้า อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ วงเงินที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤติ ขณะที่งบประมาณใหม่จะเริ่มในเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องใช้กลไก พ.ร.ก. เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ของ GDP และทุกโครงการจะผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
น.ส.รัชดา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้วางไทม์ไลน์การช่วยเหลือประชาชนไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่ง” ที่ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ รวมถึงการเพิ่มวงเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนโดยเร็ว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
“รัฐบาลมีหน้าที่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของความจำเป็นในการดูแลประชาชน และประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤติ การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงมุ่งให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนฝ่ายค้านย่อมมีดุลพินิจที่แตกต่างกันไป” น.ส.รัชดา กล่าวทิ้งท้าย ///



















