“…..กองทัพเรือจะดูแลสิทธิ สวัสดิภาพ และความเป็นธรรมของผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และตระหนักดีว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเกิดจากการกระทำมากกว่าคำพูด….”
@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.69 ปัญหาชายแดนไทย กัมพูชา ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีการรบกันรอบที่สามแน่นอน.
@@@…..เรื่องการทำงานของทีมโฆษกกองทัพ ที่ถูกฝ่ายค้านติติงมาว่ามีจำนวนมาก ซึ่ง พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า ตำแหน่งโฆษกกองทัพ ไม่ได้มีเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงพิเศษเพิ่มเติม แต่เป็นการรับภารกิจเพิ่มเติมในลักษณะ “หมวกอีกใบ” นอกเหนือจากงานประจำที่รับผิดชอบอยู่เดิม โดยเป็นการปฏิบัติงานโดยยึดหลักความเสียสละ และความเข้าใจในมิติของงานด้านการสื่อสารองค์กร แม้โครงสร้างโฆษกกองทัพจะมีจำนวนมาก แต่เป็นการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละส่วนงาน เช่น ในระดับกระทรวงกลาโหม มีโฆษก 4 นาย ซึ่งมาจากเหล่าทัพต่าง ๆ ตามความเชี่ยวชาญ ในแต่ละด้านในแต่ละเหล่าทัพรับผิดชอบ เช่น ตนเอง สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย แต่ได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติหน้าที่โฆษกกระทรวงกลาโหมเพิ่มเติม ถือเป็นภาระงานที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มแต่อย่างใด ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการตอบโต้หรือ น้อยใจแต่ต้องการให้ประชาชนได้มีความเข้าใจในการทำงานของทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพเท่านั้น

@@@……กองทัพบก….พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดน ระหว่างวันที่ 18–22 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้วว่า การปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวของกองทัพไทย เป็นการปฏิบัติภารกิจเพื่อสนับสนุนงานด้านความมั่นคง ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ภายในขอบเขตอธิปไตยของประเทศไทย มิใช่มีการการรุกล้ำอธิปไตยอย่างที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้างโดยการดำเนินการดังกล่าว อยู่ในกรอบข้อตกลง เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกำหนดไว้
@@@……กระทรวงกลาโหม…..พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในที่ประชุมสภากลาโหม มีการรายงานถึง ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) รับผิดชอบโดยกองบัญชาการกองทัพไทย ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการศูนย์ โดยได้กำชับการทำงานเพื่อความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพ ติดตามสถานการณ์ชายแดนทุกด้าน ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การบูรณาการหน่วยงานต่างๆ จึงสำคัญมาก ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจัดตั้ง ตามมติคณะรัฐมนตรี และมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี การบูรณาการสื่อสารของทีมโฆษกกลาโหม-เหล่าทัพ ในการจัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ในหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น โดยเป็นการทำงานด้านการสื่อสารแบบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างเอกภาพการสื่อสารด้านความมั่นคงและกำกับการใช้สื่ออนไลน์ของกำลังพลให้เหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
@@@……กองทัพอากาศ….ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยบินล่วงล้ำดินแดนประเทศกัมพูชานั้น ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย – กัมพูชา (JIC) ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ กองทัพอากาศไทยดำเนินการฝึกบินตามวงรอบปกติ เพื่อรักษาความพร้อมของกำลังพลและอากาศยาน โดยทุกภารกิจดำเนินการภายในห้วงอากาศของประเทศไทยตามแผนการบินที่กำหนด และเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติสากลศูนย์ยุทธการทางอากาศมีระบบควบคุม ติดตาม และบริหารจัดการการบินของอากาศยานทหารทุกลำตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีระบบตรวจการณ์และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่ออากาศยานเข้าใกล้แนวชายแดน ในระยะ 10 ไมล์ทะเล เพื่อให้นักบินปรับเส้นทางและป้องกันมิให้เกิดการบินล่วงล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านจึงสามารถยืนยันได้ว่าการฝึกบินดังกล่าวไม่มีการบินล้ำเขตแดนตามที่มีการกล่าวอ้าง
@@@……ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเคารพอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งมาตรการลดความตึงเครียดและถ้อยแถลงร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงไว้มาโดยตลอด JIC เห็นว่า การกล่าว อ้างว่ามีการบินล้ำอธิปไตยโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดถือข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ และหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือการสื่อสารที่อาจมีลักษณะยั่วยุ พร้อมร่วมกันใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ในการหารือและแก้ไขประเด็นต่าง ๆ ด้วยความจริงใจ บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

@@@……กองบัญชาการทหารสูงสุด…..พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปยังกระทรวงกลาโหมบรูไน โดยได้เข้าร่วมพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนเข้าเยี่ยมคำนับ พลตรี Dato Paduka Seri Haji Muhammad Haszaimi bin Bol Hassan ผู้บัญชาการทหารสูงสุดบรูไน ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือทางทหารที่มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้น โดยเฉพาะด้านการศึกษา การฝึกอบรม และความร่วมมือในระดับต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาแนวทางขยายกรอบความร่วมมือของกองทัพในอนาคต จากนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เข้าเยี่ยมคำนับ Yang Berhormat Pehin Datu Lailaraja Major General (Retired) Dato Paduka Seri Haji Awang Halbi bin Mohd Yussof รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมบรูไน โดยได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค และการรับมือกับความท้าทายร่วมสมัย

@@@……กองบัญชาการกองทัพไทย….พ.อ.ศิวะ กาญจนีย์ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 51 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้รับรายงานตัวเพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ นางสาวอรอนงค์ นันทะวงศ์ ซึ่งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุดส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ หน่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 51 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ณ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ การบรรจุเข้ารับราชการในครั้งนี้ เป็นไปตามหนังสือแสดงเจตนาระบุรับสิทธิบรรจุทายาทของ ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ (ยศขณะเกิดเหตุ พลฯ) สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568
@@@……การพิจารณาบรรจุทายาทของผู้เสียสละเข้ารับราชการในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการตอบแทนคุณความดี และเชิดชูเกียรติวีรชนผู้กล้าแล้ว ยังเป็นการส่งต่อโอกาสและความมั่นคงให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย อันเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบ และความห่วงใยของกองทัพไทยที่มีต่อกำลังพล และบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา กองบัญชาการกองทัพไทยขอยืนยันเจตนารมณ์ ในการดูแลกำลังพลและครอบครัวของผู้เสียสละอย่างเต็มกำลัง ด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อประเทศชาติ พร้อมสืบสานการช่วยเหลือ และดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวของวีรชนมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และเพื่อยืนยันว่า วีรกรรม และความเสียสละของผู้ปกป้องแผ่นดินไทยจะได้รับการจดจำและเชิดชูเกียรติตลอดไป

@@@……กองทัพเรือ.…..พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกรณีการใช้ความรุนแรงต่อทหารกองประจำการ ซึ่งได้สร้างความกังวลต่อสังคมและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกองทัพเรือนั้น กองทัพเรือได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และยืนยันตั้งแต่ต้นว่าไม่ยอมรับการกระทำที่เป็นการใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบ ผลการสอบสวนพบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 17 นาย ประกอบด้วย พลทหารรุ่นพี่ จำนวน 15 นาย และข้าราชการ จำนวน 2 นาย
@@@……สำหรับพลทหารรุ่นพี่ จำนวน 15 นาย แยกเป็นผู้ที่ร่วมลงมือใช้ความรุนแรง จำนวน 12 นาย ซึ่งกองทัพเรือได้พิจารณาลงทัณฑ์ทางวินัยสูงสุดตามอำนาจ ด้วยการขังเป็นเวลา 30 วัน และผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ จำนวน 3 นาย ได้รับโทษกักเป็นเวลา 7 วัน ในส่วนของข้าราชการ จำนวน 2 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ มีความผิดฐานพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้เข้าระงับยับยั้งและไม่รายงานผู้บังคับบัญชา ได้พิจารณาลงทัณฑ์ขังเป็นเวลา 10 วัน พร้อมทั้งงดบำเหน็จประจำปีในส่วนของครึ่งปีหลังนอกจากนี้ จากการตรวจสอบกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงนายทหารสัญญาบัตรอีกนายในการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ พบว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงดังกล่าว โดยเป็นกรณีการสื่อสารข้อมูลผ่านกลุ่มสนทนาโดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้าน จึงได้กำชับและตักเตือนให้เพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือสื่อสารต่อไป
@@@……กองทัพเรือขอยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ขัดต่อค่านิยม ระเบียบวินัย และแนวทางการปฏิบัติของกองทัพเรืออย่างชัดเจน โดยกองทัพเรือจะดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดทุกราย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นกำลังพลระดับใดก็ตาม พร้อมกันนี้ กองทัพเรือได้ให้ทุกหน่วยทบทวนมาตรการกำกับดูแลกำลังพล การป้องกันการใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในหน่วยทหารอย่างเข้มงวด รวมทั้งกำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสร้างสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
@@@……กองทัพเรือรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต่อผลกระทบที่เกิดแก่กำลังพลผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว พร้อมยืนยันว่าจะดูแลสิทธิ สวัสดิภาพ และความเป็นธรรมของผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และตระหนักดีว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเกิดจากการกระทำมากกว่าคำพูด และจะใช้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เป็นสถาบันที่มีระเบียบวินัย ควบคู่กับการเคารพสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกำลังพลทุกนาย.
…………..
คอลัมน์ : “Military Key”
โดย.. “รหัสมอร์ส”




















