‘ศิริกัญญา’ ตั้งกระทู้ถามรัฐบาล ออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน ลั่น แม้จะเห็นด้วยนำมาช่วยประชาชน แต่อย่าเอาการเยียวยาเป็นตัวประกัน ‘ตีเช็คเปล่า’ ยัดไส้โครงการที่ยังเป็นวุ้น ไม่เร่งด่วน แนะแยกออกเป็น พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ด้าน ‘ภราดร’ ซัดกลับ กล่าวหาตีเช็คเปล่ารุนแรงเกินไป ยัน จำเป็นเร่งด่วน มีแผนใช้เงิน-ใช้หนี้ชัดเจน หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% แน่นอน มั่นใจเงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้ถึงมือประชาชน
วันที่ 7 พ.ค.69 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีถึงการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบแทน
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า โดยหลักการตนเห็นด้วยที่จะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาความเดือดร้อนประชาชน แต่ติดใจเรื่องของวงเงิน และจะนำเงินไปใช้อะไร เพราะจากที่รัฐบาลชี้แจงมาบอกว่าจะมี 2 แผนคือ แผนละ 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและเพื่อปรับโครงสร้างการเปลี่ยนผ่าน
หากดูจากแผนแรกที่จะนำไปทำคนละครึ่งพลัส มีกลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน งบประมาณ 120,000 ล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกประมาณ 52,800 ล้านบาทระยะเวลาสี่เดือน ซึ่งหลักการที่รัฐบาลบอกในการออก พ.ร.ก.คือ 5T โดย T แรกคือกันมุ่งเป้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน แต่อยากจะถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคน เป็นการมุ่งเป้าแบบใด เพราะวิธีการลงทะเบียนคือใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คนที่เดือดร้อนจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่รับการช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ แต่ในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตนไม่ติดใจ เพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง
ตนจึงอยากถามว่า แผนการเยียวยา มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ที่จะใช้เงิน ‘หมดหน้าตัก’ ภายใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่มีการมุ่งเป้าตามที่รัฐบาลแถลงแต่อย่างใด แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่ม
นายภราดร ชี้แจงว่า ตนเชื่อว่า ทุกคนเห็นถึงความจำเป็นของวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน ต้นทุนราคาสินค้า จึงจำเป็นจะต้องออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะขณะนี้งบประมาณปกติปี 2569 และงบกลางสำรองเร่งด่วนเหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่สามารถนำเงินมาเยียวยาสถานการณ์นี้ได้อย่างถ้วนหน้าและทั้งหมด ขณะที่การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จากการสำรวจของสำนักงบประมาณ คาดว่าจะสามารถโอนงบได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท เมื่อมารวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ก็จะมีเงินอยู่ในกระเป๋าเพียงแค่ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถที่จะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักในการจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
ส่วนเหตุผลที่ต้องเทหมดหน้าตักในส่วน 2 แสนล้านบาทในแผนแรก เพราะรัฐบาลเชื่อ และมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงานที่มีการประชุมกันก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย , สภาพัฒน์ฯ , กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ซึ่งประเมินสถานการณ์สงครามว่า จะมีความยืดเยื้อในระดับกลาง จึงเป็นเหตุว่า ทำไมต้องช่วยเหลือภายใน 4 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากจากสภาวะสงคราม รัฐบาลจึงได้วางมาตรการแก้ไขเร่งด่วนในสถานการณ์แบบนี้ก่อน ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก
ขณะที่จะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ต้องถามกลับบ้าง ในประเทศนี้ใครบ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด
ด้านนางสาวศิริกัญญา ถามต่อว่า ตนทราบตนเห็นถึงความจำเป็น และรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา หรือแม้แต่การโอนงบประมาณ ก็ทำได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท ตนทราบดี จะต้องมีการเยียวยาเรื่องด่วน แต่สิ่งที่รัฐมนตรีชี้แจงมา เป็นการเยียวยาแบบถ้วนหน้าไม่ใช่มุ่งเป้า และถ้า 4 เดือนไม่จบ จะอย่างไรต่อ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือ การยัดไส้แผนสอง การปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท แล้วยังมีเจตนายัดไส้โครงการที่ไม่ใช่โครงการเร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก.กู้ด่วนด้วย ซึ่งไม่มีรายละเอียดโครงการที่จะมาใช้
และหากรัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดให้ได้ภายในปีเดียว จะเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์ จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากรออีกสามเดือน ให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนเชื่อว่า ไม่กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเลย สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม
หรือหากอยากจะกู้เงินใจจะขาดอีก 2 แสนล้านบาท ก็ควรแยกก้อนไปเลย เหตุผลใดรัฐบาลจึงมีเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เข้ามาใน พ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172
นายภราดร ชี้แจงว่า เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง การออก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 3-4 ปี เพดานหนี้สาธารณะ ไม่เกิน 70% แน่นอน ส่วนเรื่องสอดไส้หรือไม่นั้น ตนมองว่า เร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนมาบริหารประเทศ ว่ามองเรื่องของวิกฤติพลังงานในอนาคตแบบใด และเร่งด่วนหรือไม่ และในเรื่องพลังงานตนเชื่อว่าหลายกระทรวงคงจะมีการเสนอโครงการเข้ามาและหลังจากที่ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ผ่านสภามีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากันกรองโครงการ และจะทำให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งเชื่อว่าจะไปตอบโจทย์การลดภาระการใช้พลังงาน นี่จึงเป็น Pain Point และเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตแบบนี้อีกหรือไม่ จึงเป็นโอกาสประเทศที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ส่วนเหตุผลที่ไม่ไปใช้ในงบประมาณประจำปีรายจ่ายงบประมาณ 2570 นั้น เพราะมองว่าแผนที่จะให้หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาไม่ทันการจัดทำงบประมาณปี 2570
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า เมื่อนายภราดรยอมรับว่า โครงการที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ไม่ทันในการเสนอในงบปี2570 ดังนั้นโครงการที่จะอยู่ในแผนสองที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด จึงยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่มีโครงการใดๆ อยู่ในมือ แต่เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมา เป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรอง ว่า โครงการใดจะได้ไปต่อ
“นี่เป็นการตีเช็คเปล่ากับประชาชนที่จะต้องเป็นคนใช้หนี้ จึงเป็นการคิดไปทำไป ไม่สะท้อนว่า หากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างที่รับไม่ได้ พ.ร.ก. ไม่ควรออกพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติเป็นพระราชกำหนด เป็นการทำงานข้ามหัวสภาฯ ที่ผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบหรือให้ความเห็น จึงควรใช้อย่างระมัดระวังที่สุด”
“เราไม่ติดถ้าจะออกเพื่อเยียวยา แต่ควรที่จะออกออกให้น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท หากจะนำไปทุ่มกับการเยียวยาถึง 120,000 ล้านบาท จริงๆ แล้วไม่ควรออกถึง 2 แสนล้านบาท ก็ได้ แต่ควรที่จะเก็บกระสุนไว้ใช้ตรงเป้าตรงกลุ่มเป้าหมายแทน ซึ่งตนมองว่า สงครามมีโอกาสที่จะยืดเยื้อไม่จบ และวิกฤตคงไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ แต่กระสุนก็จะไม่เหลือแล้ว ที่จะใช้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แถมกู้ใหม่ก็ไม่น่าจะได้อีกแล้ว ขณะที่แผนการใช้เงินของรัฐบาลก็ยังไม่ชัด แผนกู้เงินก็ยังไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ และแผนการใช้หนี้เป็นอย่างไร
นายภราดร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาตีเช็คเปล่า ถือว่ารุนแรงเกินไป ยืนยันว่า ได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และยืนยันว่า การเยียวยาในช่วง 4 เดือนช่วงสั้นๆ นี้ มีความจำเป็น ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยประชาชน ไม่อยากรอให้ข้าวยากหมากแพง แล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาประชาชน และตนมั่นใจว่าเงินถึงมือประชาชนทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์
ส่วนแผนการกู้และแผนใช้หนี้ ย้ำว่าเป็นการกู้เงินในประเทศ โดยดอกเบี้ยคาดว่าอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ถูกมาก ขณะที่แผนการใช้หนี้ ก็เป็นการตั้งงบประมาณใช้หนี้ตามปกติในปีงบประมาณถัดไป ซึ่งตลอดระยะเวลา แผนการใช้หนี้ของรัฐบาลก็เป็นแบบนี้ และยืนยันว่า การออกพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลมีความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์ หลักคือ รัฐบาลจะนำเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน
นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วยัดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วน เพียงเพื่อจะหวังผลอื่นๆ หรือไม่ตนไม่มั่นใจ และหากต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วทำให้การกู้เงินมีปัญหาภายหลัง ก็อย่าเอาการเยียวยาประชาชนมาเป็นข้ออ้างหรือตัวประกันแบบนี้ เพราะรัฐบาลไม่ยอมแยกระหว่างการออก พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ในส่วนที่เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องรับผิดชอบ
ดูน้อยลง



















