มติครม. 4 พ.ย.68 ไฟเขียวตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ ขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโต จีพี ประจำปี 70-74 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ กรอบวงเงินรวม 3,997.86 ล้านบาท
รูปแบบจัดช่วงเดือนมี.ค.ของทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน โดยประเทศไทยเป็นสนามแรกอย่างเป็นทางการในปฏิทินแข่งขันตลอด 5 ปี
แน่นอนสร้างภาพลักษณ์ของไทยให้เป็นศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก นับว่าส่งเสริมการท่องเที่ยวทางอ้อม โดยใช้ซอฟต์พาวเวอร์เป็นแม่เหล็กดึงดูด คาดมีคนเข้าชมตลอดการจัดงานกว่า 1 ล้านคน ประมาณการรายรับราว 700 ล้านบาท รายจ่ายราว 4,697.86 ล้านบาท เมื่อแบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์หลังหักลบรายรับ ค่าภาษีอื่น ๆ ค่าจัดการแข่งขันแล้ว
ครม.เปิดประตูให้กระทรวงการท่องเที่ยวตะลุยต่อภายใต้เงื่อนไขมีพิมพ์เขียวบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ รับรองสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างคุ้มค่าแน่นอน
แต่มติครม. 5 พ.ค. 69 กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เสนอขอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬา ยูธ โอลิมปิกเกมส์ 2030 โดยประเทศไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายร่วมกับ “ชิลี-ปารากวัย” เป็นตัวเลือกของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) องค์กรนี้เพิ่งส่งคนมาสำรวจความพร้อมของไทยในการแข่งขัน

ปรากฏว่า “ได้หารือรอบคอบ โดยเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ การเงินของประเทศในปัจจุบัน ยังไม่มีความพร้อมเป็นเจ้าภาพ ที่ต้องใช้งบประมาณจัดการแข่งขันราว 5,000 บาท” “เดอะเอ” นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิดเหตุผลดับฝันประเทศไทยที่ก้าวสู่วงการกีฬาระดับโลก
ระดับบิ๊ก ๆ วงการกีฬาประเทศไทยที่ต้องออกแรงกว่าจะนำประเทศไทยฝ่าด่านเข้ามาถึงจุดนี้ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของรัฐบาลอนุทินพลัส และศักยภาพของประเทศไทยในเวทีสากล
ก่อนหน้านั้น “เดอะเอ”เพิ่งต้อนรับผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกสากล และคณะทำงานยูธโอลิมปิกเกมส์ 30 พร้อมระบุชัดถ้อยชัดคำ
“การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ สะท้อนวิสัยทัศน์ระดับชาติของไทย ผลักดันไทยสู้การเป็นศูนย์กลางระดับโลก ที่มีพลวัตด้านกีฬา การพัฒนาเยาวชน มุ่งมั่นจะยกระดับไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน เศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยกระดับบทบาทประเทศไทยในเวทีสากล”
ทั้งที่การเป็นเจ้าภาพ “มีข้อดีหลายอย่าง อย่างน้อยสร้างความตื่นตัวให้เยาวชน สร้่างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แม้งบประมาณจัดการแข่งขันดูจำนวนมาก แต่แบ่งจ่ายเป็นรายปี เป็นการลงทุนระยะยาว สุดท้ายรัฐบาลได้กลับคืนมาอีกหลายเท่าตัว” ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล สอดรับกับ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงกับมีวิสัยทัศน์ล้ำ “ถือเป็นโอกาสทองคำ ที่ไม่ควรปล่อยผ่าน รัฐบาลควรให้ความสำคัญจริงจัง”
ถึงเวลารัฐบาลอนุทินพลัสหยุดหมกมุ่นเมกะโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ หันไปโชว์กึ๋นสร้างชื่อ สร้างเศรษฐกิจโดยรีบเสนอเป็นวาระเข้าครม.เคาะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาระดับโลก มีนักกีฬา 200 ประเทศเข้าร่วม
รัฐบาลอย่ายกเหตุประเทศไทย “ถังแตก” ปิดประตูตายดับฝันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น สะท้อนถึงศักยภาพของทีมเศรษฐกิจและรัฐบาล
……………………………..
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















