หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำ แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานวางล่วงหน้าได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนจนต้องออก พ.ร.ก. ท้า “นายกฯ อนุทิน” หากกล้ารับผิดชอบจริง ต้องกล้าให้สภาตรวจสอบผ่านงบประมาณปกติ ไม่ใช่ใช้ช่องทางพิเศษปิดลับข้อมูล
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ ว่า ขณะนี้คำร้องได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตนได้ตรวจดูเนื้อหาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างรอให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น ๆ พิจารณาร่วมลงชื่อ ก่อนเตรียมยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
นายณัฐพงษ์ระบุว่า เนื้อหาสำคัญของคำร้องไม่ได้แตกต่างจากของพรรคประชาธิปัตย์มากนัก เนื่องจากต้องอ้างอิงหลักรัฐธรรมนูญว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าว ไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในส่วนของเงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่ใช้สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ ในคำร้องยังมีการอ้างอิงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) และแผนโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐมีการวางแผนล่วงหน้าอยู่แล้วหลายปี และสามารถบรรจุเข้าสู่งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ตามปกติ รวมถึงงบประมาณปี 2570 ที่เปิดให้มีการจัดทำงบใหม่ในกรอบปกติของสภา
นายณัฐพงษ์ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ช่องทาง พ.ร.ก. อาจสะท้อนความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการใช้อำนาจรัฐผ่านกลไกคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ
เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ไม่ใช้ร่างคำร้องร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ นายณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับความรัดกุมทางกฎหมาย และต้องการป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจเกินกรอบหน้าที่ของตน จึงให้ทีมกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการวินิจฉัยในอนาคต
สำหรับกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเองนั้น นายณัฐพงษ์เห็นว่า วิธีที่ดีที่สุดคือการเปิดให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบงบประมาณอย่างโปร่งใส ทั้งการอภิปรายในสภาและการพิจารณาของกรรมาธิการ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลผ่านการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดงบประมาณอย่างแท้จริง
นายณัฐพงษ์ย้ำว่า โครงการเงินกู้ดังกล่าวไม่จำเป็นต้องดำเนินการผ่าน พ.ร.ก. เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่เร่งด่วน และควรเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติของรัฐ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากที่สุด



















