รองนายกฯ และรมว.คลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ระบุเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤติต้นทุนพลังงานดันเงินเฟ้อพุ่ง ย้ำความจำเป็นออก พ.ร.ก.กู้เงิน เตรียมรับมือวิกฤติปากท้อง พร้อมวางกรอบยุทธศาสตร์ “5T” คัดกรองโครงการใช้เงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบโครงการเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่าไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนนั้น
นายเอกนิติระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤติที่ซับซ้อนและยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยมีปัจจัยสำคัญจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือในเวทีอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติกล่าวว่า การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นถึง 4–5% จากต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นเป็นระลอก
เมื่อถูกถามถึงการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการดูแลเงินเฟ้อ นายเอกนิติกล่าวว่า ได้มีการหารือร่วมกันผ่านการประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจ 4 ฝ่ายแล้ว โดยยืนยันว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะยังอยู่ใกล้กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3%
นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ต้นตอของปัญหามาจากวิกฤติพลังงานและสงครามที่ส่งผลต่อต้นทุนทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
สำหรับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินครั้งนี้ นายเอกนิติย้ำว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อเตรียมรับมือวิกฤติค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติปี 2540 ที่เป็นปัญหาสถาบันการเงิน แต่ครั้งนี้เป็น “วิกฤติปากท้อง” โดยตรง
ส่วนกรณีที่มีการอ้างถึงความเห็นของสถาบันจัดอันดับเครดิต Moody’s ว่าไทยมีเสถียรภาพทางการเงิน นายเอกนิติระบุว่า เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไข จึงจำเป็นต้องมีมาตรการกู้เงินเพื่อรองรับ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดกรอบการใช้จ่ายภายใต้ยุทธศาสตร์ “5T” ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ, Transition การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, Transform การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ, Transparency ความโปร่งใสตรวจสอบได้ผ่านระบบดิจิทัล และ Together การมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน โดยมี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย.



















