ฝ่ายค้านชิงเหลี่ยมพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน “พรรคส้ม”ชูธงนำ-เดินเกมหัก“พรรคฟ้า”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ในที่สุด พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ฉบับนี้ลงมาแล้ว ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดี-จะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่า ทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์ และรับรองได้ว่าไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของผมในฐานะที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะต้องมีการออกพ.ร.ก.ฉบับนี้ออกมา ก็จะช่วยกันสอดส่องดูแลในการใช้งบประมาณก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับประเทศและพี่น้องประชาชน”

แต่ก่อนที่หัวหน้ารัฐบาลจะนำร่างพ.ร.ก. ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ก็ยังติดปัญหา  เนื่องจาก “พรรคฝ่ายค้าน” ทั้ง “พรรคประชาชน” (ปชน.) และ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ต่างแท็กทีมกัน เห็นชอบกับให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัย เพราะมองว่า “ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตามรธน.มาตรา 172” โดยยื่นคำร้องผ่าน “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ทันก่อนที่รัฐบาลจะส่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวให้สภาฯ พิจารณาในวันที่ 14 พ.ค. 

เมื่อพรรคฝ่ายค้านยื่นคำร้องดีงกล่าว จะทำให้สภาฯ ไม่สามารถพิจารณา พ.ร.ก.ดังกล่าวได้ ต้องรอให้ศาล รธน. วินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อน แม้จะมีการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก. เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็จะไม่มีผลใด ๆ กระบวนการจากสภาไปยังศาล รธน.จะเดินไปตามปกติ

โดย รธน.มาตรา 173 เปิดทางให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของแต่ละสภา (กรณี สส.ใช้เสียง 100 คน จากสภาฯ 500 คน-กรณี สว. ใช้เสียง 40 คนจากวุฒิสมาชิก 200 คน) มีสิทธิเข้าชื่อเสนอต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย และให้ชะลอ พ.ร.ก. ฉบับนั้นไว้ ก่อนที่สภาหรือวุฒิสภาจะอนุมัติ พ.ร.ก. ซึ่งศาล รธน.ต้องมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ใดไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคแรก ให้ พ.ร.ก.ฉบับนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้มีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรธน.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 6 จาก 9 คน

แต่แม้ “2 พรรคฝ่ายค้าน” จะเห็นตรงว่า ต้องส่งเรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน ไปให้ศาล รธน.วินิจฉัย แต่ ในรายละเอียดจะมีความเห็นต่างกัน ถ้าหากติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก จะเห็นว่า บทบาท “พรรคสีฟ้า-ปชป.” จะล้ำหน้า “พรรคส้ม-ปชน.” เพราะ “ปชป.” ให้ข่าวออกมาก่อน และร่างคำยื่นร้องต่อศาล รธน.ไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่ระบุว่า “มีเพียง 21 เสียง ต้องขอเสียงจากพรรคประชาชน”

ขณะที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่า “ยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นเข้าร่วมลงชื่อด้วย ซึ่งในกระบวนการมีการหารือกับพรรคอื่นอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจ ที่จะไม่เป็นการขยายขอบเขต การใช้อำนาจของศาล รธน.ด้วย”

ก่อนหน้านี่ ทางพรรค ปชป. เหมือนจะเล่นบทเดินนำหน้าพรรคปชน. เห็นได้จาก “สวนดุสิตโพล” สำรวจบทบาทของพรรคฝ่ายค้าน พบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคปชป.โดดเด่นมากที่สุด ได้คะแนนนิยม 27.82% รองลงมา “รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. 23.25%, “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคปชน. 17.24%, “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. 16.07% และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม 15.62%

นั่นหมายความว่า “แกนนำพรรคส้ม” คงกังวลเหมือนกัน เพราะหากปล่อยให้ “อภิสิทธิ์” เล่นบทนำ ได้คะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบกับพรรคปชน.ในอนาคต

โดยเฉพาะในช่วงระยะอันใกล้ จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากทม.(ส.ก.)  ซึ่งทั้ง “ปชน.” และ “ปชป.” ก็ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งสำคัญด้วย และเกี่ยวข้องกับการรักษาฐานเสียงในเมืองหลวง และอาจส่งผลกระทบกับจำนวน สส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อสถานะของพรรคการเมืองนั้น

อีกทั้งเนื้อหาในการยื่น ร่างพ.ร.ก.กู้เงินให้ศาลรธน.วินิจฉัย ของพรรคปชน.และพรรคปชป. ยังมีความแตกต่างกัน  โดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคปชน. กล่าวถึงการรวบรวมรายชื่อ สส. 1 ใน 5 ของสภาฯ เพื่อยื่นต่อศาลรธน. ให้ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า “เชื่อว่าศาลรธน.น่าจะต้องรับคำร้องอยู่แล้ว ทั้งนี้ประชาชนที่กำลังรอการเยียวยาก็ไม่ต้องกังวล เพราะกระบวนการที่เรายื่นคำร้องให้ศาลตีความ จะไม่ได้ระงับยับยั้งการใช้เงินตาม พ.ร.ก. รัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้ได้ อะไรที่มองว่าไม่ผิดก็สามารถทำได้ การยื่นศาลรธน.ของพรรคปชน. จะมีผลยับยั้งแค่การลงมติของสภาฯเท่านั้น และ พ.ร.ก.ยังมีผลบังคับใช้ได้ แม้จะยังไม่มีเสียงเห็นชอบจากสภาฯ”

เมื่อถามว่า รัฐบาลยังดำเนิน “โครงการคนละครึ่ง” ต่อได้ใช่หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่า “ใช่ เราไม่ได้ร้องในส่วนโครงการเยียวยา ที่รัฐบาลจะนำมาทำคนละครึ่ง ส่วนที่พรรคปชน.ยื่นคำร้อง คือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะทยอยกู้ โดยที่ก้อนแรกเป็นการเยียวยา”

ก่อนหน้านั้น “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติออกพ.ร.ก กู้เงิน ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก โดยวิกฤตครั้งนี้ มีความรุนแรง รวดเร็ว และเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอก รวม 5 ระลอก ได้แก่ วิกฤตสงคราม, วิกฤตราคาพลังงาน, วิกฤตต้นทุนการผลิต, วิกฤตค่าครองชีพ และวิกฤตกำลังซื้อถดถอย วงเงินกู้ดังกล่าวจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนละ 2 แสนล้านบาท

โดย ส่วนแรก จะใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางโดยตรง ส่วนที่สอง จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว และป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอย

นั่นหมายความว่า จุดยืนพรรคปชน. คือ ไม่คัดค้านการกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน สะท้อนให้เห็นว่า แม้เป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็มีการแยกแยะ อะไรที่เป็นการเยียวยา อะไรที่อาจยังไม่มีความชัดเจน สมควรต้องมีการตรวจสอบ

ซึ่งเหตุผลหนึ่ง “พรรคส้ม” อาจเกรงว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะนำไปโจมตีว่า “พรรคปชน.” ขัดขวางการช่วยเหลือประชาชน จะส่งผลกระทบกับความนิยมของพรรค 

ส่วน “พรรคปชป.” ไม่ได้มีการแยกแยะ การตรวจสอบใช้วิธีการเหมารวม โดยพุ่งเป้าให้เห็นว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทมีปัญหาทั้งฉบับ อีกทั้ง “กรณ์ จาติกวณิช” สส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคปชป. ยังโยนให้รัฐบาลไปหาเงินงบประมาณ ทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เอาเอง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า การตรวจสอบมุ่งทำลายทางการเมือง ไม่ห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

โดย “กรณ์” กล่าวว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรธน.ได้เห็นตัวร่างของพรรคปชน.แล้ว เห็นว่า มีประเด็นที่มีรายละเอียด และข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าว ขณะเดียวกันในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น มีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤตที่รัฐบาลอ้างถึงเรื่องวิกฤตน้ำมันแพง มีวิธีที่สามารถแก้ไขได้ ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน ส่วนที่รัฐบาลระบุว่า ต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง ที่จะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นั้น มองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯ เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ ตามที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เคยหาเสียงไว้ คือการใช้งบประมาณ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากการยื่นตีความพ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.ย.นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเอง

“นอกจากนั้น ในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงต่อสภาฯ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งระบุว่า จะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 2570 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน” รองหัวหน้าพรรคปชป. กล่าว

จากนี้ต้องรอดู “ศาลรธน.” จะรับคำร้องไว้ไต่สวนหรือไม่ โดย ศาลรธน. คงต้องฟังการนำเสนอข้อมูลของทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล จากนั้นจะพิจารณาการออกพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าเข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วนตาม รธน.มาตรา 172 หรือไม่ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการออกพ.ร.ก.-ระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.และกรอบการกู้เงิน และองค์กรผู้มีอำนาจตรากฎหมายคือครม. ได้ดำเนินการออก พ.ร.ก.โดยชอบด้วยรธน.หรือไม่

ที่ผ่านมา พบได้ว่า แนวทางการไต่สวนคำร้องคดีการออกพ.ร.ก.กู้เงินในช่วงหลายปี ที่มีการไปยื่นให้ศาลรธน. วินิจฉัยมาแล้วหลาย พ.ร.ก. แนววินิจฉัยคดีที่สำคัญพบว่า ศาลรธน.จะให้น้ำหนักเรื่องของ “หลักแห่งความจำเป็น Principle of Necessity ในการออกพ.ร.ก.กำหนดมาบังคับใช้ ที่ต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นแก่การดำเนินการ ให้เจตนารมณ์การออกพ.ร.ก.สำเร็จลุล่วงไปได้” ที่ก็คือ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

หากศาลรธน.เห็นว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อยู่บนหลักการดังกล่าว ก็จะมีมติยกคำร้องของฝ่ายค้าน การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทก็เดินหน้าต่อไป แต่หากเห็นว่า ไม่เข้าข่ายหลักแห่งความจำเป็น อันขัด รธน.มาตรา 172 ผลก็คือ พ.ร.ก.ถูกศาลรธน.สอยร่วง กลายเป็นโมฆะ ผลกระทบก็จะส่งไปถึงรัฐบาล และต้องมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบทางการเมือง

นอกจากนี้ยังเห็นถึง “ความแตกต่าง” ในการตรวจสอบของ “2 พรรคฝ่ายค้าน” โดย “พรรคส้ม” มุ่งในแง่กระบวนการถูกต้องหรือไม่ แต่ไม่ห้ามการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน ส่วน“พรรคสีฟ้า” ไม่แยกแยะ มุ่งดิสเครดิตทางการเมือง และหวังให้ฝ่ายบริหารได้รับผลกระทบ โดยไม่สนใจความเดือดร้อนประชาชน

ที่น่าสนใจคือ ในส่วนกระบวนการตรวจสอบ การใช้งบประมาณ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กระทรวงการคลังจะดำเนินการตามมติ ครม. ในการตั้ง คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้มีการกลั่นกรองโครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้ และสามารถกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และตอบโจทย์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยการดำเนินการในขั้นตอนการเสนอโครงการและตรวจสอบกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ตามมติครม. ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการทั้งจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรมว.คลังแต่งตั้ง (จำนวนไม่เกิน 3 คน) และมีผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้ผู้แทน สศช. และผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ช่วยเลขานุการร่วม

จากนี้ต้องรอดู ในที่สุด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” จะกลายเป็น “วิบากกรรม” หรือ “ช่วยสร้างคะแนนนิยม” ให้รัฐบาล ในช่วงที่กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้า

แต่ที่สำคัญคือ การทำงานของพรรคฝ่ายค้าน ก็ยังเล่นบทชิงดีชิงเด่น ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานเล่นบทนำ เพราะเกรงจะมีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีคำถามเรื่องเอกภาพในการทำงาน หลัง “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) ก็ไม่ได้ร่วมลงชื่อ กับการส่งพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทให้ศาลรธน.วินิจฉัย 

แต่หากมองถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบครั้งนี้ “พรรคปชน.” น่าจะได้แต้มบวก เพราะไม่ได้มุ่งเล่นการเมือง แต่ยังห่วงใยความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่า “พรรคปชป.”

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย “แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img