หลายวันก่อน…เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ บอกว่า ในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรดา “เจ้าสัว” ทั้งหลาย ไม่ได้พูดหรือเรียกร้องอะไรเพื่อตัวเอง
โดยเฉพาะในเรื่องระยะสั้น เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเร่งแก้ไข ส่วนใหญ่ที่บรรดา “เจ้าสัว” เสนอแนะ จะเป็นเรื่องของระยะกลาง และระยะยาว ที่มองไปข้างหน้า และ เน้นไปที่เรื่องของบรรดาคนตัวเล็ก เรื่องของเอสเอ็มอี ว่าจะทำอย่างไร?
“เจ้าสัว” ให้มุมมอง ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการนำพาให้เอสเอ็มอีมีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ ข้อเสนอที่น่าสนใจ คือเรื่องของการควบรวมกิจการ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อยกระดับไปแข่งขันกับต่างประเทศ
หรือแม้แต่เรื่องของการจัดการกับธุรกิจสีเทา ที่ทุกวันนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยไม่น้อยทีเดียว ที่เป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ
เช่นเดียวกับสินค้าที่มาจากจีน แม้ว่าจะเป็นธุรกิจสีขาว ที่เข้ามาดำเนินการอย่างถูกต้องก็ตาม เรื่องนี้ถือว่าสำคัญ เพราะส่งผลต่อคนตัวเล็กไม่น้อยทีเดียว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งช่วยเหลือ เร่งสนับสนุน เพื่อให้เค้าเหล่านี้แข่งขันให้ได้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับกฎระเบียบ การผลักดันให้มีการใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น ที่ส่วนใหญ่แล้ว ทั้งคนตัวเล็ก และเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้
สถานการณ์เอสเอ็มอี และคนตัวเล็ก ในปัจจุบัน ต้องถือว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่มีมากถึง 516,234 ราย มีจ้างงาน 2.849 ล้านคน
หรือพูดง่าย ๆ ว่า ทุกวันนี้กิจการทั้งหมดในประเทศไทย จะเป็นเอสเอ็มอีมากถึง 98% และจ้างงานกว่า 70% ของแรงงานไทย แต่กลับกลายเป็นว่า… เอสเอ็มอีเหล่านี้ กลับสร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจเพียงแค่ 18% เท่านั้น
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC สะท้อนภาพให้เห็นชัดเจนว่า เอสเอ็มอีไทย ใหญ่ในเชิงจำนวนเท่านั้น แต่…ในพลังเชิงเศรษฐกิจแล้ว เอสเอ็มอีไทย เล็กมาก!
ตัวเลขนี้!! ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยไทยมีธุรกิจรายเล็กจำนวนมาก แต่ผลิตภาพของเอสเอ็มอีเหล่านี้ต่ำมาก
ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้วยราคา หรือการเข้าถึงแหล่งทุน รวมไปถึงเทคโนโลยี หรือใด ๆ ก็ตาม โอกาสของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะคนตัวเล็ก ก็มีจำนวนจำกัด
สุดท้าย…ผลที่ออกมา เมื่อเศรษฐกิจชะลอ หรือพลังงานแพง เอสเอ็มอี จึงกลายเป็นเอกชนกลุ่มแรกที่ได้รับแรงกระแทกอย่างจัง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะล้มจนตัวตาย และต้องปิดกิจการไปในทันที
แต่เอสเอ็มอีจำนวนมาก! จำนวนมาก ยังสามารถอยู่ต่อไปได้ โดยยังมีลมหายใจ แต่กิจการ หรือธุรกิจ ไม่เติบโต ไม่ก้าวหน้า โดย SCB EIC ได้นิยาม สถานการณ์นี้ว่าเป็น “ซอมบี้” คือ อยู่ต่อได้ แต่ไม่โต
เอสเอ็มอี… เหล่านี้ เรียกว่า Zombie Firms โดยยังเปิดอยู่ ยังสามารถจ้างงานได้ ยังมีรายได้ที่หมุนได้ แต่!! ผลประกอบการที่ออกมา มีกำไรต่ำ แถมยังมีหนี้สูง และแทบไม่มีศักยภาพเติบโตใหม่ เลยด้วยซ้ำ
ข้อมูลชี้ว่า ในปี 2565 ธุรกิจขนาดเล็ก มีสัดส่วน ซอมบี้ สูงถึง 18.5% ขณะที่ขนาดกลาง หรือ Micro อยู่ที่ 7.7% จนมาถึงปี 2568 เอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเสี่ยงยังอยู่ระดับ 8–15% โดยมีกลุ่มเปราะบางสูงกว่าหนึ่งในสามของภาคธุรกิจ
นี่! จึงไม่ใช่แค่ปัญหาของธุรกิจรายเล็ก แต่คือ…กับดักเศรษฐกิจโตต่ำ!

ด้วยเหตุนี้ โจทย์ใหญ่ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ช่วยให้อยู่รอด หรืออยู่ไปวัน ๆ โดยไม่มีการพัฒนา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการยกระดับ พลิกตัวเองขึ้น
แต่! จำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ใช่เพียงแค่ภาครัฐ แต่ทุกฝ่าย ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีเอง ที่ต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน ด้วยเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่า เอสเอ็มอี มีการจ้างแรงงานกว่า 70% ทีเดียว
หากเอสเอ็มอี ยังมองไม่เห็นแสงสว่าง โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่พบว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้นติดลบมานานถึง 13 ไตรมาส หรือกว่า 4 ปี นั่นหมายความว่า… จะกลายเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบทีเดียว!
ที่สำคัญ เอสเอ็มอี จำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราว แทนปิดกิจการถาวร เพราะบริหารต้นทุนซัปพลายเชนให้มีประสิทธิภาพไม่ได้ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปผู้บริโภคได้
สถานการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนปัญหาความสามารถการแข่งขันถดถอย โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่เปราะบางสูง และยังไม่ถูกสะท้อนครบถ้วนในฐานข้อมูลภาครัฐ
สารพัดปัญหาของเอสเอ็มอี นั้นต้องได้รับการแก้ไข ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ต้องมีการได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะ…ไม่เช่นนั้น ระบบเศรษฐกิจไทยอาจกู่ไม่กลับเลยก็เป็นไปได้!
………………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















