‘เวิลด์คัพ’มหากาพย์กีฬามวลมนุษยชาติ ที่เป็นมากกว่าแค่‘เกมฟุตบอล’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

นับถอยหลังอีกแค่ 20 กว่าวัน คนค่อนโลกคงจับจ้องอยู่กับ มหกรรมฟุตบอลโลกปี 2026 ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 11  มิถุนายน 2026

“ฟุตบอลโลก” ถือว่า เป็นมหากาพย์กีฬาของมวลมนุษยชาติ ที่คนทั้งโลกเฝ้าดูมากที่สุด กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะมีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศครั้งแรก คือ สหรัฐอเมริกา-แคนาดา-เม็กซิโก และเป็นครั้งแรกที่เพิ่มประเทศที่เข้ารอบสุดท้ายจาก 32 เพิ่มเป็น 48 ทีม ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ 

แต่ดูเหมือนบรรยากาศปีนี้ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ไม่เฉพาะบ้านเรา ในต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศก็ยังเงียบ ๆ อีกหลายประเทศก็ยังไม่ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ อาจเป็นเพราะสถานการณ์เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงครามยังผันผวน บวกกับ “ราคา” ที่ “ฟีฟ่า” กำหนดแพงขึ้นจากครั้งที่แล้ว ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่ ที่ถือเป็นตลาดใหญ่อย่าง “จีน” ยังรีรอ

อีกทั้ง ปีนี้ “ฟีฟ่า” ผู้จัดฟุตบอลโลก เรียก “ค่าลิขสิทธิ์” แตกต่างกันแบบเห็นได้ชัด ไม่รู้พิจารณาจากอะไร !!!

เช่น ประเทศจีน ฟีฟ่าเรียกค่าลิขสิทธิ์ 200-300 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ฟุตบอลโลก ปี 2022 ที่กาตาร์ “จีน” จ่ายแค่ 150 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นเท่าตัว 

ส่วนประเทศไทย ฟีฟ่าเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ 1,300 ล้านบาท หรือ 37 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแพงมาก ทั้งที่ไทยเป็นลูกค้าประจำ ขณะที่เวียดนาม 64 แมตซ์ คิดราคาประมาณ 532 ล้านบาทเท่านั้น มาเลเซียเลือกเฉพาะแมตช์สำคัญ 27แมตซ์ จ่ายแค่ 261 ล้านบาทเท่านั้น

มีคนเล่าให้ฟังว่า เพราะ “ฟีฟ่า” ประเมินว่า จากกระแสแฟนบอลไทย ยังไงประเทศไทยก็ต้องซื้อ จึงฉวยโอกาสโก่งราคา

“ฟุตบอลโลก” จึงไม่ใช่แค่เกมการแข่งขันฟุตบอลเท่านั้น แต่เป็น “ธุรกิจที่มูลค่ามหาศาล” ไม่เฉพาะรายได้ของฟีฟ่าที่จัดการแข่งขัน รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งทีวี ร้านอาหาร เครื่องดื่ม โรงแรมที่พัก อื่น ๆ อีกมากมาย คิดเป็นมูลค่ามหาศาล

มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจสำหรับฟุตบอลโลก 2026 น่าจะสูงถึง 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้จะทำให้เกิดการสร้างงานถึง 824,000 ตำแหน่ง ในช่วงของการแข่งขันมีการประเมินว่า จะมีแฟนฟุตบอลจากทั่วโลกเดินทางมาเพื่อตามเชียร์และเก็บเกี่ยวบรรยากาศมากถึง 6.5 ล้านคน ซึ่งแต่ละคนก็จะใช้จ่ายกันอย่างมากมายมหาศาล

นอกจากเป็นเกมกีฬาที่ยึดโยงกับเศรษฐกิจและธุรกิจ บางครั้งยังมีเรื่อง “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ประเทศไทยก็เคยใช้ฟุตบอลโลกมาแก้ปัญหาการเมืองหลายครั้ง

ที่ถูกเล่าขานมานาน น่าจะเป็นยุค “อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี หลัง 14 ตุลาคม 2516 ยุคดอกไม้ประชาธิปไตยเบ่งบานใหม่ ๆ การเมืองไทยเปิดกว้าง หลังถูกปิดกั้นมานาน บรรยากาศการประท้วง การเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปด้วยความคึกคัก และเข้มข้น ศูนย์กลางคือ ที่ท้องสนามหลวง ช่วงนั้นมีการประท้วงของกลุ่มชาวนาชาวไร่ กลุ่มแรงงานมีขบวนการนักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าสมทบ ซึ่งตรงกับช่วงฟุตบอลโลกปี 2517 ที่เยอรมันเป็นเจ้าภาพ สมัยนั้นประเทศไทยยังไม่มีการถ่ายทอดสด

บรรยากาศการประท้วงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลไม่รู้จะสลายการชุมนุมยังไง พอดีมีคนเสนอไอเดีย “หากจะให้ม็อบกลับบ้าน” รัฐบาลต้องรีบประกาศว่า จะมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบตัดเชือก ระหว่าง “บราซิล” ที่มีดีกรีแชมป์โลกหลายสมัย กับ “เนเธอร์แลนด์” ที่กำลังมาแรงด้วยสไตล์การเล่นฟตบอลสมัยใหม่ คู่นี้ใครชนะเข้าไปชิงชนะเลิศ ทันทีที่รัฐบาลประกาศว่า จะมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลคู่หยุดโลก ปรากฏว่า “ได้ผล” ผู้ประท้วงที่อยู่ในกรุงเทพฯ ต่างพากันกลับไปดูบอลโลก ถือเป็น การสลายม็อบที่นุ่มนวลที่สุด

ในปี 2006 กลุ่มพันธมิตรฯ ประท้วงขับไล่ “นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร-รัฐบาลไทยรักไทย” ก็เป็นช่วงฟุตบอลโลก ที่มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดให้คนไทยดูฟรี ได้นำทีวีจอยักษ์ไปปักหลักฉายให้ผู้ประท้วงได้ชม เป็นการตรึงให้ผู้ประท้วงอยู่กับม็อบไม่ต้องกลับไปดูที่บ้าน

รัฐบาลในอดีตหลายรัฐบาล ก็มักจะใช้การถ่ายทอดสด เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมืองอย่างน้อย ๆ ก็ตลอดหนึ่งเดือนที่มีการแข่งขัน บางครั้งรัฐบาลลงทุนเอง บางครั้งก็มีเอกชนรายใหญ่อาสาเป็นเจ้ามือ เพื่อผลทางธุรกิจ

ฟุตบอลโลก 2026 จนถึงวันนี้ยังไม่มีเอกชนมาเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ รวมถึงไม่มีทีวีค่ายไหน กล้าซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอด เพราะดีดลูกคิดรางแก้วรู้ว่า “ยังไงก็ขาดทุนแน่ ๆ” ค่าใช้จ่าย 1,300 ล้านบาทเฉพาะค่าลิขสิทธิ์เท่านั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

ตอนแรก “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” สั่งให้ “กสทช.” ดำเนินการเรื่องนี้ โดยใช้เงินงบประมาณของ กองทุนวิจัยของ กสทช. 1,300 ล้านบาท เป็นราคาใกล้เคียงกับ 4 ปีที่แล้ว ที่ประเทศกาตาร์ ไทยซื้อลิขสิทธิ์ในราคา 1,400 ล้านบาท

แต่ปีนี้กลับมีเสียงคัดค้านมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เพราะเห็นว่าเงิน 1,300 ล้านบาทในยาม “เศรษฐกิจขาลง” อาจไม่คุ้ม ควรนำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มากกว่าการจะ “เอาใจคอบอลไม่กี่ล้านคน” ประกอบกับโปรแกรมการแข่งขันไม่สอดคล้องกับเวลาในประเทศไทย “ราคาที่ฟีฟ่า” ตั้งไว้สำหรับเมืองไทยก็สูงกว่าเพื่อนบ้าน ทั้งที่เป็น “ขาประจำ”

ล่าสุดรัฐบาลเองก็ทำท่าจะถอย ไม่สู้ราคา ยิ่งรอบนี้มีเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยค่อนข้างมาก หากยังเดินหน้าซื้อลิขสิทธิ์ อาจจะเสียคะแนนนิยมทางการเมืองได้

ยังเหลือเวลาอีก 20 กว่าวัน หากการเมืองเข้มข้นรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ถึงตอนนั้นก็อาจจะมีประกาศถ่ายทอดสดแบบกะทันหัน เพื่อกลบกระแสการเมืองและเรียกคะแนนนิยมก็เป็นได้ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยยังใช้ได้เสมอ !!!

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img