ได้มี กลุ่มนักธุรกิจชาวอิสราเอลครอบครัวหนึ่ง ที่ ได้สัญชาติไทย ไปเมื่อปี 2560 รวมทั้งหมด 7 คน โดยมีตัวละครหลักรายสำคัญ ที่เราขอเรียกเขาว่า “โจเซฟ” มาบุกเบิกธุรกิจในประเทศไทยอยู่หลายสิบปี โดยในปี 2560 จึงมีการยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติ พร้อมกับลูก ๆ หลาน ๆ
“โจเซฟ” ปรากฎชื่อเป็นกรรมการบริษัทอย่างน้อย 8 แห่ง ตามประเภทธุรกิจ ได้แก่
1.ธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
2.ธุรกิจการเช่าและดำเนินการเกี่ยวกับอสังหาฯ ของตนเองหรือเช่าจากผู้อื่น
3.กิจกรรมที่ช่วยเสริมการให้บริการทางการเงิน ซึ่งมิได้จัดไว้ในประเภทอื่น
4.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ
5.ธุรกิจอาหารโคเชอร์ ของชาวอิสราเอล (กำหนดให้มีเนื้อสัตว์ ธัญพืชที่ทานได้และไม่ได้ ต้องผ่านการรับรองโคเชอร์ เคยประกอบธุรกิจทั้งที่เชียงใหม่ และถนนข้าวสาร)
6.ธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา ตั้งอยู่บนเกาะพะงัน ตั้งแต่ปี 2552
7.ธุรกิจเกี่ยวกับการทดสอบวิเคราะห์การปฏิบัติการทางกายภาพและเคมี บนถนนข้าวสาร
8.ธุรกิจนำเที่ยว
ในปัจจุบัน หลังจากที่ “โจเซฟและลูกหลาน” ได้สัญชาติไทยไปเมื่อปี 60 มีการขยายธุรกิจรวม ๆ แล้วกว่า 40 บริษัท กระจายตามแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย จ.ภูเก็ต ส่วนใหญ่ประกอบกิจการรีสอร์ต อสังหาริมทรัพย์ สถานรับเลี้ยงเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต บริษัทโฮลดิ้งส์ที่ปรึกษาทางการเงิน ตลอดจนขนส่งเชื้อเพลิง
ล่าสุด ได้ขยายกิจการไปถึงธุรกิจนำเที่ยว ที่มีรายได้ในปี 67 แตะระดับ 1.3 พันล้านบาท มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท มีการจ่ายภาษี 5 ล้านบาทเศษ
ในแง่ธุรกิจ “โจเซฟและครอบครัว” ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย มูลค่าธุรกิจ ทั้งรายได้และสินทรัพย์รวม ๆ ระดับหมื่นล้านบาท
แต่คำถามสำคัญคือ การที่กลุ่มชาวอิสราเอลเพียงกลุ่มนี้ที่ได้สัญชาติไทย สามารถซื้อที่ดินตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แล้วสร้างรายได้จากโรงแรม ธุรกิจนำเที่ยว ร้านอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหมดล้วนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศไทยทั้งสิ้น
แต่ในมุมกลับกัน ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาบ้าง แน่นอนว่า อาจมีภาษีเงินบ้าง แต่คงเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเงินจากนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ล้วนหมุนเวียนเข้าไปในธุรกิจของครอบครัวโจเซฟแทบทั้งหมดแล้ว
ที่น่าสนใจอีกประการ นั่นคือในปี 2563 พบชื่อ ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย โดย “โจเซฟ” เป็นผู้ขอยื่นเเบบอนุญาตก่อสร้าง “ชาบาด” หรือ “โบสถ์ยิว” ในซอยสุขุมวิท 22 โดยซื้อที่ดินบ้านข้างเคียงเพิ่มเติมขึ้นมา รวมทั้งหมด 4 โฉนด แล้วทุบอาคารเก่า ก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสูง 5 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 3 ชั้น ได้รับใบอนุญาตในเดือน ธ.ค.67 กำหนดก่อสร้าง แล้วเสร็จ ธ.ค.68
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก พบว่า “โจเซฟและลูกเขย” ที่เป็นอดีตแรบไบ หรือ “นักบวชยิว” มีบทบาทสำคัญในการดูแลโบสถ์ยิวทั้งหมดในประเทศไทย 7 แห่ง รวมทั้ง “ลูกสาวของโจเซฟ” ได้แต่งงานกับ “แรบไบประจำเกาะพะงัน” และทั้งคู่ได้ขอแปลงสัญชาติไทยแล้วเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน เมื่อตรวจสอบประวัติ ยังพบว่า “ลูกสาวของโจเซฟ” เชื่อมโยงกับการเปิดศูนย์รับเลี้ยงเด็กชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นเมื่อ มี.ค.67 นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่าแรบไบประจำชาบาด บนเกาะสมุย ก็ได้ขอแปลงสัญชาติไทยแล้วเช่นกัน เรียกได้ว่า เป็นนักบวชยิวที่มาอยู่ในประเทศไทย ได้แปลงสัญชาติแล้วเกือบทั้งหมด
ทีมข่าวได้นำประเด็นชาวยิวที่ได้สัญชาติไทยแล้วขยายอาณาจักร สร้างธุรกิจครอบคลุมต้นน้ำยันปลายน้ำ ไปสอบถามจากแหล่งข่าวในกรมการปกครอง ได้รับคำตอบว่า ชาวยิวกลุ่มนี้ มีการขอสัญชาติในกลุ่มนักลงทุน ที่กำหนดว่าต้องประกอบธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
โดย “โจเซฟ” ที่เป็นผู้บุกเบิก มีการนำเงินสดมาลงทุนตั้งแต่ปี 36 ประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระทั่งในปี 60 ได้มีการยื่นขอสัญชาติลูก ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมการปกครองได้รับทราบปัญหา ทางผู้บริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะได้หารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อพิจารณาว่า พฤติกรรมของชาวอิสราเอลที่ได้สัญชาติไทยกลุ่มนี้ มีการประกอบธุรกิจใดที่ขัดต่อกฎหมาย สุ่มเสี่ยงกระทบความมั่นคง ที่อาจเป็นผลให้ถูกถอนสัญชาติได้หรือไม่ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ไม่มีการให้สัญชาติกลุ่มชาวอิสราเอลเพิ่มเติมแต่อย่างใด
…………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram




















