“บางจาก”ในวันที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรงกับ“CEO ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กิจการไหน ๆ ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลย่อมไม่อยากได้ทุนเทา แต่อาจจะยากต่อการต้านทาน เมื่อช่องทางกฎหมายเปิด ใครจะมาลงทุนก็ได้ในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ทุกอย่างขึ้นกับกระดานหุ้น และจะดีไปกว่านั้นหากมีส่วนในการบริหารกิจการนั้น ๆ ด้วย

สถานการณ์นี้เกิดกับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2568 ที่ทำให้ภาพลักษณ์ธรรมาภิบาลที่เคยแข็งแกร่งถูกสั่นคลอน ปรากฎการณ์ที่บริษัทอัลฟา ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (ACE) เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบางจาก สัดส่วน 16.9% เกิดข้อกังขา และเมื่อไม่นานมานี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ACE มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท

แม้การอายัดทรัพย์ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนในกระบวนการ ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย แต่ความสั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของ “บางจาก” ซึ่งเกิดขึ้น 1-2 ปีแล้ว ในหน้าฉากการรักษาความปกติในการดำเนินธุรกิจของบางจากยังคงดำเนินต่อไป แต่ภายในมีแรงกระเพื่อมพอสมควร เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอม มีการสื่อสารในวงพนักงาน “ไม่เอาทุนเทาเกิดขึ้น” กระทั่งเปิดเวที Town Hall ประกาศจุดยืน “ไม่เอาทุนเทา” อย่างชัดเจน เพื่อให้ปรากฎต่อสายตาใครบางกลุ่ม โดยมีพนักงานเข้าร่วมแสดงสัญลักษณ์กากบาทจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญงานนี้นำโดยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่

ไม่ใช่แค่แสดงสัญลักษณ์ การไม่เอาทุนเทามาพร้อมกับความพยายามในการต้านทานอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้บริหารบางจากขอแก้ไขข้อบังคับบริษัทฯ เพิ่มเนื้อหาในข้อ 24 (6), (7) และ (8) หวังยกระดับธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากล สกัดทุนเทา สาระสำคัญ คือ การสั่งห้ามมิให้บุคคลที่ถูกหน่วยงานรัฐกล่าวโทษ มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท ตลอดจนห้ามบุคคลที่ถูกจำกัดการทำธุรกรรมจากหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สิงคโปร์, องค์การสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือเป็นตัวแทนของนิติบุคคลที่เข้าข่ายดังกล่าว ดำรงตำแหน่งกรรมการเช่นกัน แต่สุดท้ายท้ายสุดการขอแก้ไขข้อบังคับก็ไม่ผ่านการโหวตในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้วาระดังกล่าวไม่ได้รับอนุมัติ โดยวาระนี้คณะกรรมการบริษัทบางจากมีมติให้ ACE สามารถลงมติออกเสียงได้ แม้จะมีการตีความก่อนหน้านี้ว่า ACE เข้าข่ายมีส่วนได้เสียพิเศษไม่ควรให้สิทธิในการออกเสียงก็ตาม

แม้จะโหวตไม่ผ่าน ข้อบังคับไม่ถููกแก้ไข แต่เมื่อ CEO บางจากประกาศจุดยืนชัดเจนไม่เอาทุนเทาอย่างนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า กระแสโจมตีเล็งมาที่นายชัยวัฒน์แบบเต็ม ๆ ตรง ๆ ซึ่งตอนนี้เขากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย ล่าสุดก็มีเปิดการโจมตีประเด็นใหม่เรื่องการซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9,000 ล้านบาท โดยมีตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยกลุ่มหนึ่งยื่น DSI ให้ตรวจสอบ ซึ่งบางจากจะมีการชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์ อธิบายก่อนหน้าที่จะถูกโจมตีเรื่องใหม่ว่า “บอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่กระทบเลยก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ส่วนการแก้ไขข้อบังคับขึ้นอยู่ที่การตีความแบบแคบหรือกว้าง แต่สุดท้ายเป็นการตีความแบบแคบ จริง ๆ หากไม่นับเสียงโหวตในส่วนนั้น 90 กว่า%อยากให้แก้ไข แต่พอโหวตไม่ผ่าน เราก็มีแคมเปญข้างในว่าบางจากไม่เอาทุนเทา และนับจากมีแคมเปญก็มีซีรีย์จากสำนักข่าวบางสำนักมาโจมตีบริษัท ผู้บริหาร โดยเฉพาะผม ก็ต้องดูว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังรณรงค์ไม่เอาทุนเทา และทำไมเป็นแค่บางสื่อ ไม่ใช่สื่อในวงกว้าง เข้าใจว่ามีความพยายามจับแพะชนแกะ ทำให้ข่าวสับสน บริษัทชี้แจงไปหลายครั้งก็ไม่ได้รับการลง เมื่อได้ชี้แจงแล้ว หากยังไม่จบก็ตองมีขั้นตอนต่อไป เราแฟร์เพลย์และให้เวลา แต่หากมีอย่างนี้ความเสียหายเกิดขึ้นกับบริษัท ผู้บริหารและพนักงานเองก็รู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้น มีผู้ประสงค์ไม่ดีสองสามรายหลังจากที่เราพยายามแก้ไขข้อบังคับ เมื่อเล่นไม่เลิกถึงเวลาต้องพิสูจน์ความจริง คลิปสุดท้ายที่พูดเอาอาชีพก่อนมาเป็นผู้บริหารบางจากมาพูด”

เขา เล่าย้อนว่า ตอนนั้นตนเองเป็นที่ปรึกษาให้บางจาก บางจากวันนั้นเป็นคนป่วย ก็มีการจ้างตนเอง เพื่อดูว่าจะปิดอย่างไร แต่สุดท้ายก็ไม่มีการปิด และฟื้นฟูกิจการ ตนเองเป็นที่ปรึกษาก็ได้ออก BCP-DR จนบางจากฟื้น และสร้างโรงงานแครกเกอร์ ลงทุน 400-500 ล้านดอลลาร์ บางจากมีการปรับโครงสร้างมาตลอดจน และต่อมาบางจากได้เชิญตนมาเป็นกรรมการ และปี 2558 ก็เป็นซีอีโอ ซึ่ง 14-15 ปีที่ตนเองมาเกี่ยวข้องกับบางจาก บริษัทที่ปรึกษาที่เคยทำงานนั้นไม่เคยเข้ามารับงานบางจากเลย พนักงานเขาก็ซัฟเฟอร์ ดังนั้นจึงชัดเจนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องการเขย่า ซึ่งตนเองก็ชี้แจงแล้วหลังจากนี้ก็ต้องเป็นขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่กฎมหมายปิดปาก แต่การเล่นไม่เลิกเป็นการทำร้ายองค์กร และทำร้ายจิตใจพนักงาน ตนยืนยันว่าภายใต้หลักการ เมื่อถูกอายัดไม่ควรมาเกี่ยวข้องในบริษัท ซึ่งได้ส่งจดหมายแจ้งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว การถูกอายัดแสดงว่ามีอะไร ก็ต้องหยุดไปก่อน ซึ่งคดีทั่วไปตัดสินก่อนอายัด แต่คดีนี้อายัดก่อนตัดสิน แสดงว่ามีอะไร จึงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน

มาถึงวันนี้ CEO บางจาก ยืนยันว่า “ยังแข็งแกร่ง และยังไงก็สู้ จากนี้ไปถึงสิ้นปีซึ่งจะหมดวาระ ตนเองจะทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้มั่นใจ และจากนี้บางจากก็จะเติบโตอีก เดือนก.ค.69 นี้ก็จะมีการส่งมอบปั๊มที่ฮ่องกง ที่บางจากเข้าไปถือหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (CHK) ทำให้บางจากได้ปั๊มคาลเท็กซ์ในฮ่องกงมา 31 ปั๊ม ก่อนหน้านี้เราก็ซื้อโรงกลั่นเอสโซ่ ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงโควิด มีโรงกลั่นมาขายเราถึง 3 โรง แต่เราซื้อโรงกลั่นเอสโซ่ ”

จากที่เคยจะต้องปิดกิจการ จากที่ติดลบด้วยก้อนหนี้ 20,000 ล้านบาทในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ตอนนั้นกระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้เพียงส่วนเดียว 8,000 ล้านบาท จนมีการเปลี่ยนรูปแบบมาค้ำประกันทุนแทนในรูปแบบใบรับฝาก (Depositary Receipt) เกิด BCP-DR เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้สัดส่วนหนี้ 20,000 ล้านบาท เหลือ 12,000 ล้านบาท มีทุน 8,000 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทยก็ปล่อยกู้ตามมา สามารถปรับโครงสร้างนี้ผ่านพ้นมาด้วยดี

จากวันที่ CEO บางจาก นายชัยวัฒน์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2555 จนมารับตำแหน่ง CEO บางจาก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2558 รวม ๆ เขาอยู่กับบางจากมาก็ 15 ปีแล้ว วันนี้บางจากมีมูลค่าตลาด 50.81 พันล้านบาท จากปั๊มบางจากเพื่อชุมชนผงาดเป็นบริษัทพลังงานของไทยที่ไปลงทุนทั่วโลก มีการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ ผ่าน OKEA ASA ซึ่งบางจากฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีปริมาณการจำหน่ายตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 32.15 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และมีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งแล้ว ทั้งพระโขนง และศรีราชา รวมอัตราการผลิตเฉลี่ย 263.7 พันบาร์เรล ต่อวัน

ส่วนปลายน้ำ ปั๊มน้ำมันบางจากก็กำลังขยายอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ไปไหนก็เห็นปั๊มบางจากไปทั่วจากกการซื้อกิจการจากเอสโซ่ ทำให้บางจากมีปั๊มน้ำมันประมาณ 2,214 แห่ง (ณ ธ.ค.68) รวมถึงการขยายเข้าไปถือหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited ทำให้บางจากได้ปั๊มคาลเท็กซ์ในฮ่องกงมา 31 ปั๊ม ถือเป็นอีกจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจค้าปลีกในต่างประเทศ ไม่นับรวมธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ที่มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวม 7,647.1 กิกะวัตต์-ชั่วโมง และร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา

นอกจากจะขยายค้าปลีกไปฮ่องกงแล้ว นายชัยวัฒน์ ย้ำว่ายัง มุ่งมั่นที่จะทำอีกหลายโครงการ เพื่อให้บางจากเติบโตอย่างต่อเนื่อง โครงการสำคัญตอนนี้ของบางจาก คือ การผลิตน้ำมันอากาศยาน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่ง SAF หยดแรกได้ผลิต ออกสู่ตลาดและขายเชิงพาณิชย์แล้ว จากหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง กำลังผลิต 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้วยเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โครงการนี้ IRR 15% เขามั่นใจว่าน่าจะใช้เวลาคืนทุน 6-7 ปี จากความต้องการ SAF ของสายการบินต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อสนับสนุนภาคการบินให้ไปสู่ Net Zero

SAF ของบางจากมีสต็อกราว ๆ 30 ล้านลิตร ปัจจุบันมีลูกค้าจองหมดซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก ล่าสุดได้ทยอยส่งออกไปล็อตแรกเมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ซึ่ง SAF ของบางจากมาจังหวะที่โลกกำลังต้องการพอดี กำลังการผลิตยังไม่พอ เรียกว่ามีเท่าไหร่ก็ขายหมด เพราะในภูมิภาคนี้อย่างเกาหลี หรือญี่ปุ่นยังไม่มีโรงงานผลิต คาดว่า SAF จะทำยอดขายให้บางจากประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนการขายตลาดในประเทศอยู่ระหว่างการหารือ เพื่อให้สายการบินที่ผ่านน่านฟ้าเข้ามาประเทศไทยเติม SAF ได้ แต่ยุโรปออกกฎข้อบังคับออกมาแล้ว

โครงการ SAF ยังต้องไปอีกไกลต้องใช้วัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น เพราะวัตถุดิบจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) มีไม่พอ นายชัยวัฒน์ เล่าว่า เรารวบรวมในประเทศได้เพียง 35-40% อีก 70% ต้องนำเข้าจากจีน ที่ผ่านมาได้ทำโครงการเพื่อรวบรวมให้มากที่สุดซึ่งไม่ง่าย โดยรณรงค์ให้ประชาชนนำมาขายให้บาางจากภายใต้โครงการทอดไม่ทิ้ง (Fry to Fly) โดยเปิดจุดรับซื้อตามปั๊มต่าง ๆ และตอนนี้ได้ทำข้อตกลงกับหลายโรงงานผลิตอาหาร รวมถึงกำลังคุยกับสมาคมโรงแรม เพื่อนำไขมันจากบ่อดักมาเป็นวัตถุดิบเพิ่มเติม

ส่วนราคาต้นทุนยอมรับว่าต้นทุนยังแพงว่าน้ำมันอากาศกาศยาน (Jet) ประมาณ 3 เท่า น้ำมัน Jet ราคา 35 บาทต่อลิตร SAF ก็อยู่ราวๆ 55-60 บาทต่อลิตร แต่เชื่อว่าต้นทุน SAF จะลดลง ขณะที่ Jet ราคาจะสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่ผันผวน แต่จริง ๆ แล้วการใช้ SAF ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น แต่มี perception ว่า SAF แพง ทำให้ราคาตั๋วแพง จริง ๆ ไม่ได้กระทบมาก และราคาจะลดลงต่อเนื่องด้วย

นายชัยวัฒน์ บอกถึงทางเลือกใหม่ของ SAF ในอนาคตว่า หน่วยกลั่น SAF ของบางจากออกแบบให้สามารถใช้วัตถุดิบได้หลากหลาย รวมถึง HVO (Renewable Diesel (Hydrogenated Vegetable Oil) หรือดีเซลชีวภาพ ซึ่งเป็น gen 2 ของ SAF ต่อไปจะเป็นวัตถุดิบจากพืชเกษตร โดยมองว่าปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบที่น่าจะมีความยั่งยืน แต่สหภาพยุโรปยังไม่ยอมรับจากข้อกังขาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกปาล์ม อย่างไรก็ตามตอนนี้รัฐบาลอินโดนิเซีย และมาเลเซียกำลังให้มีการขึันทะเบียนพื้นที่เพาะปลูก เพื่อการันตีว่าไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า ดังนั้น SAF ที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันจะเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ส่วนไม้หมุนเวียนก็น่าสนใจเช่นกัน มีหลายชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบได้ ซึ่งบางจากได้ศึกษาไว้หลายชนิด เช่น หยีน้ำ สบู่ดำ เป็นต้น ในส่วนหยีน้ำถือเป็นพืชที่น่าสนใจ โดยเราวิจัยร่วมกับมทร.อีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) ตอนนี้อยุ่ระหว่างทำการทดสอบระดับแปลง เพื่อหาพื้นที่เหมาะสม ซึ่งในอินเดีย และออสเตรเลียปลูกแล้ว

ข้อดีของหยีน้ำ คือ ทนทาน ปลูกได้ในพื้นที่ดินเค็มหรือแห้งแล้ง ปลูก 3 ปีก็สามารถหีบออกมาเป็นน้ำมันได้แล้ว ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรในอนาคต และช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานด้วย แต่จะต้องใช้เวลาในการศึกษาวิจัย ต้องผ่านการคัดพันธ์ุที่ดี ให้ผลผลิตดี ก่อนจะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป จาก Fry to Fly จะเป็น “Farm to Fly” หรือวัตถุดิบจากพืชเกษตรในอีกไม่นาน

ส่วน gen ในระยะยาวต่อไปของ SAF จะเป็นอย่างไร นายชัยวัฒน์ บอกว่า เป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนอิเล็กทรอนิกส์แบบใช้ไฟฟ้า (e-SAF) เช่น การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนที่เกิดจากกระบวนการทางชีวภาพซึ่งผลิตด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้เป็นน้ำมันดิบสังเคราะห์ จากนั้นจึงนำไปกลั่นเป็นเชื้อเพลิง eSAF ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน

เมื่อเชื้อเพลิงชีวภาพต้องมา โรงกลั่นน้ำมันจะอยู่อย่างไร นายชัยวัฒน์ ยอมรับว่า โรงกลั่นน้ำมันจากฟอสซิลมีความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และบทบาทจะลดลงในอีก 50 ปี เพราะโลกต้องไปสู่เชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเรา เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพส่งผลดีต่อเกษตรกร และไทยก็มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ซึ่งตนมองว่าเชื้อเพลิงในรูปของเหลวดีที่สุด ขนส่งง่าย พลังงานสะสมก็มากกว่า หากเทียบกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ ซึ่งล้วนแต่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนมาจากต่างประเทศ มูลค่าไปอยู่ที่ประเทศอื่นมากกว่า

“อยากให้รัฐปรับนโยบายจัดสรรงบประมาณมาพัฒนาพืชเกษตร เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ลดการนำเข้า และช่วยสร้างทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างงาน นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่ ไบโอพลาสติก ไบโอฟาร์มา ไบโอคอสเมติค และไบโอเมดดิคอล “ นายชัยวัฒน์ ระบุ

จึงไม่แปลกใจที่บางจากจะสนับสนุนการจำหน่ายดีเซล B 20 อย่างเต็มที่ ตอนนี้ปั๊มบางจากมีขาย 200 กว่าปั๊มแลัว ยอดขายกว่า 1 ล้านลิตร จากปั๊มที่ขายทั่วประเทศ 500 แห่ง รวม 2 ล้านลิตร เรียกว่าอุดมการณ์สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อต่อยอดพืชเกษตร ของประเทศยังไม่จางหายจาก DNA บางจาก ยังส่งต่อให้ผู้บริหาร จากรุ่นสู่รุ่น แต่รุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไรไม่รู้ได้

…………………….

รายงานพิเศษ : ศรัญญา ทองทับ

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img