ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้โพสต์ภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ ข้อมูลส่วนตัว รวมถึงบุคคลในรัฐบาลหลาย ๆ คน ที่รั่วไหลจากเว็บไซต์ของทางราชการ
ล่าสุด ทีมข่าวตรวจสอบ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 18 พบข้อมูลจาก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) ที่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ สรุปรายละเอียดได้ดังนี้
พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เปิดเผยว่า ลำดับเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ปรากฏข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่ามีข้อมูลรั่วไหลจากระบบภาครัฐ โดยเฉพาะภาพถ่ายของนายกรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญระดับประเทศ ต่อมากระทรวงดีอี ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ
ทางเจ้าหน้าที่ได้รับการแจ้งความในลักษณะความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากพฤติการณ์ในการโพสต์ภาพบุคคลสำคัญดังกล่าวนั้นอาจสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั่วไป
ต่อมา ในวันที่ 6 สิงหาคม เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญผู้โพสต์ข้อมูลคนแรกคือ “ธนารัตน์” หรือ “เอิร์ธ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและซอฟต์แวร์ มาเข้ารับการสอบปากคำในฐานะพยาน เพื่อรวบรวมหลักฐานและพิสูจน์ความจริงว่าข้อมูลที่นำเข้ามาเผยแพร่นั้นเป็นเท็จอย่างไร
“เอิร์ธ” ได้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างดี โดยยินยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของ “ชุดรหัสผ่าน” ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูล ให้การอ้างว่า “มีบุคคคลผู้ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งแสดงตนเป็นผู้หวังดี ได้จัดส่งข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน รวม 2 ชุด”
โดย “เอิร์ธ” แจ้งว่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระบบการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ภายในระบบราชการของประเทศไทย และเห็นว่า สมควรมีการใช้แอป “ไทยไอดี” ในการล็อกอินเข้าเว็บไซต์หน่วยราชการ เพื่อความปลอดภัย โดยส่งมอบรหัสผ่านทั้ง 2 ชุด พร้อมด้วยลิงก์เข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งและกรมการปกครอง ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
นอกจากนี้ได้ระบุในคำให้การว่า “เคยพยายามผลักดันประเด็นเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร จึงตัดสินใจดำเนินมาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเอิร์ธยอมรับว่าเป็นผู้ล็อกอินเข้าสู่ระบบ และเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเอง”
โดยใช้ “รหัสผ่าน” ที่ได้รับมาเข้าไปที่ฐานข้อมูลของ “กรมการปกครอง” เพื่อดึง “ภาพถ่ายบุคคลสำคัญ” ซึ่งมีความเชื่อว่า บุคคลเหล่านั้น มีอิทธิพลต่อสังคมและระบบราชการของไทย นำมาโพสต์ลงในหน้าบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 4 สิงหาคม
เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มสนทนา ในแอปพลิเคชัน “ดิสคอร์ด” ต้นทางที่ปล่อยข้อมูลดังกล่าวออกมา และได้ล่อซื้อข้อมูล เพื่อติดตามเส้นทางการเงินผ่านระบบบัญชี True Money รวมตั้งติดตามรหัส IP ที่ลงทะเบียนใช้งานตามบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล 4 จุดสำคัญ ในจังหวัด ปทุมธานี แพร่ ระยอง และอุดรธานี
ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม ชุดสืบสวนได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยใน 2 จุดหลัก
จุดแรก เริ่มที่จังหวัดปทุมธานี พบเยาวชนอายุ 16 ปี ได้นำตัวมาซักถามเบื้องต้นต่อหน้ามารดาของเยาวชน มารดาให้การว่า เยาวชนมีผลการเรียนดี ชอบใช้คอมพิวเตอร์และมักขลุกแต่ในห้อง
ทางผู้ปกครองเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นการเรียนหนังสือตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าไปเกี่ยวข้องกับคดีเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ระดับนายกรัฐมนตรี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตรวจพบแชตในเฟซบุ๊กของเยาวชนรายนี้ ว่าได้ข้อมูลยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ด มาจากแอปฯ ดิสคอร์ด และ เทเลเเกรม
จุดที่สอง ในจังหวัดแพร่ ผลการตรวจค้นพบเยาวชนอายุเพียง 12 ปี เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อความแชตเฟซบุ๊ก ย้อนหลังเป็นระยะเวลาประมาณ 5 เดือน (มีนาคม-มิถุนายน) ทำให้สามารถยืนยันแผนการดำเนินงานและ Timeline ทั้งหมดของเยาวชนได้
พบว่า เยาวชนเหล่านี้ไม่ได้ระบุเป้าหมายในการเข้าระบบเฉพาะเจาะจง แต่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจและความหลงไหลในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ต้องการพิสูจน์ฝีมือคล้ายแฮกเกอร์ และมองว่า เป็นความท้าทายเปรียบเหมือนการเล่นเกมออนไลน์ จนได้พบกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน และพัฒนาไปสู่การเข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายแฮกเกอร์บนโลกออนไลน์
จากนั้นมีการท้าทายกัน โดยช่วงแรกเยาวชนไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของผู้มอบหมายภารกิจเหล่านั้น แต่เริ่มทราบภายหลังเนื่องจากมีการส่งเงิน ของรางวัล หรือผลประโยชน์ตอบแทนให้เมื่อดำเนินการสำเร็จ วิธีการทำงานของเยาวชนกลุ่มนี้ เพื่อตอบสนองต่อภารกิจ ไม่ใช่การแฮกเชิงโครงสร้างเพื่อสำเนาคัดลอกฐานข้อมูลขนาดใหญ่
แต่เป็นการนำ “รหัสผ่าน-ยูสเซอร์เนม-พาสเวิร์ด” ที่หลุดรอดและกระจายอยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งพบว่า ไม่ใช่รหัสของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่เป็น “บัญชีของเครือข่ายภายนอก” ที่เคยได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อเข้าระบบคอมพิวเตอร์
เช่น บัญชีส่วนบุคคลของนายทหารท่านหนึ่ง และบัญชีของภาคเอกชนรายหนึ่ง นำมาทดลองเข้าสู่ระบบของกรมการปกครองหรือกรมการขนส่งทางบก หากบัญชีใดสามารถใช้งานได้จริง (Active) ก็จะดึงเฉพาะข้อมูลรายบุคคลตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง แล้วส่งมอบข้อมูลเพื่อแลกกับเงินรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อนำไปใช้ซื้อไอเท็มเติมเกมออนไลน์ หรือซื้อสิ่งของที่อยากได้
ทางตำรวจเชื่อมั่นว่า กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเป็นขบวนการ ที่มีการวางแผนชักชวนจ้างวาน และใช้เยาวชนที่มีความเก่งทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบังหน้า ขบวนการดังกล่าวจะทำหน้าที่ส่งมอบเครื่องมือ รหัสผ่าน และเสนอรางวัลผลตอบแทนเพื่อจ้างวานให้เด็กเป็นผู้ล็อกอินเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
จากพยานหลักฐานพบความเชื่อมโยงในส่วนของพฤติกรรม และการติดต่อพูดคุยเรื่องการค้าขายข้อมูลระหว่างนายเอิร์ธ ผู้โพสต์ และกลุ่มเยาวขน ที่เป็นแฟนคลับแต่มาในรูปแบบอวตาร โดยนายเอิร์ธได้ยอมรับว่าเป็นผู้ล็อกอิน เข้าไปดึงข้อมูลออกจากระบบด้วยตนเอง ไม่ได้มอบหมายให้เยาวชนดำเนินงานให้
ปัจจุบัน ได้มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน เร่งเปิดปฏิบัติการขยายผลกวาดล้างขบวนการเพิ่มเติมในอีก 2 จุด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดระยอง เพื่อตรวจสอบและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง ที่มีความเชื่อมโยงด้านเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ในเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์
ส่วนผู้โพสต์ภาพข้อมูลส่วนบุคคล ที่รั่วไหลไปจากเว็บราชการ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง เช่นเยาวชน ทั้ง 2 คน จะมีความผิดข้อหาใดหรือไม่นั้น คณะพนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาเรื่องนี้ ตามความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อไป
………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















