ยุค“ของมันต้องมี”ดันหนี้พุ่ง ดาบสองคมต้องรื้อแทนซ่อม

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ถ้าพูดถึง “หนี้ครัวเรือน” เชื่อได้ว่า ณ เวลานี้ หลายครอบครัวต่างรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ซึมลึกเช่นนี้ การจะหาทางปลดหนี้ปลดสินก็แสนยากลำบากไม่น้อย


ล่าสุด “สภาพัฒน์” ออกมากางตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุด ในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่พุ่งทะยานถึง 16.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.7% ของจีดีพี โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.05%

แม้ว่า… ในเวลานี้เมื่อหันมาดูตัวเลข ก็ดูเหมือนขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่! สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับน่ากลัวกว่าที่คิด!


หากเปรียบเศรษฐกิจเป็นร่างกาย ตอนนี้ “ความดันโลหิต” ของคนไทยกำลังพุ่งสูงปรี๊ด ข้อมูลจากเครดิตบูโรระบุชัดว่า “หนี้เสีย” หรือ NPLs (ค้างชำระเกิน 90 วัน) พุ่งไปแตะ 1.31 ล้านล้านบาท ขยายตัวเกือบ 10% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม และเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

ที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่ม SMLs หรือหนี้ที่เริ่มส่งกลิ่น (ค้างชำระ 31-90 วัน) ที่มีมูลค่าสูงถึง 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้หากบริหารจัดการไม่ดี มีสิทธิ์กลายเป็น “หนี้เน่า” ถาวรภายในพริบตา


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาหนี้ที่อยู่ในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลที่กำลังมีปัญหาหนัก!

ถามว่า… ทำไมหนี้ถึงบวมขนาดนี้? สภาพัฒน์ ได้ชี้เป้าไปที่จุดเปลี่ยนสำคัญคือ “พฤติกรรมเลียนแบบออนไลน์” โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี ที่พบว่ามีหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น


ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Influencer-Driven Consumption” เมื่อการไถฟีด TikTok หรือ IG กลายเป็นการชอปปิงโดยไม่รู้ตัว หลายคนตกเป็นเหยื่อของการรีวิวสินค้าตามเทรนด์ จนลืมนึกถึงเงินในกระเป๋า


นอกจากนี้ยังมีบทบาทของ “Finfluencer” หรือกูรูการเงินออนไลน์ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด บางคนให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือป้ายยาโปรโมชันบัตรเครดิตแบบผิด ๆ จนสภาพัฒน์ต้องรีบส่งสัญญาณให้ ก.ล.ต. เข้ามากำกับดูแลและขึ้นทะเบียน เพื่อไม่ให้คนรุ่นใหม่ต้องจมกองหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงาน


ขณะเดียวกัน ในขณะที่โลกการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) สภาพัฒน์ ก็ส่งสัญญาณให้ดูบทเรียนจากต่างประเทศ ด้วยเช่นกัน

อย่างในประเทศจีน ที่พบว่า สถานการณ์การกู้เงินผ่านสารพัดแอปพลิเคชันที่แสนจะง่ายนั้น ก็ทำให้บรรดาผู้กู้บางส่วนก็ไหลเข้าสู่วงจรหนี้ได้ง่ายเกินไปจนคุมไม่อยู่
เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ ที่พบว่า ธนาคารดิจิทัลกลับมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด


นี่….คือโจทย์ยาก! ที่แบงก์ชาติและรัฐบาลต้องคุมเข้ม ไม่ให้ความสะดวกกลายเป็นกับดักหนี้ใหม่ของคนไทยด้วยเช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็ต้องออกสารพัดมานั่งแก้หนี้ สุดท้ายก็เวียนวนวนเวียน เหมือนพายเรือในอ่าง ถ้าประชาชนคนทั้งประเทศไม่มี “ความพอเพียง” เป็นที่ตั้ง


อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2569-2570 ยังคงเป็นสภาวะ “ทรงตัวบนที่สูง” โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี จะยังไม่ลดลงต่ำกว่า 80% ในเร็ว ๆ นี้แน่นอน


เพราะอย่าลืมว่า สถานการณ์รายได้ของคนไทยในเวลานี้ โตไม่ทันดอกเบี้ย แม้เศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่ค่าจ้างที่แท้จริงยังขยับช้ากว่าภาระหนี้

หรือ!! จะเป็นสังคมสูงวัย ที่พบว่า ในเวลานี้ผู้สูงอายุที่มีภาระหนี้ติดตัวมาหลังเกษียณมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งบรรดาผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยประมาณคนละ 450,000 บาท


ไม่เพียงเท่านี้… ผู้สูงวัยเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเป็นหนี้ต่อเนื่องไปจนเกือบอายุ 80 ปี ที่ร้ายแรงกว่านั้น หนี้เหล่านี้ มักถูกส่งต่อเป็นภาระให้ลูกหลานต่อไปอีกต่างหาก

ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้นอกระบบก็ยิ่งซึมลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ในเมื่อกู้ในระบบไม่ได้ คนส่วนใหญ่ก็จะวิ่งเข้าหาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยมหาโหด กลายเป็นวงจรไม่รู้จบสิ้น

ทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างหนี้แบบรายวัน แต่ต้อง “รื้อ” ความเชื่อทางการเงินใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การใส่หลักสูตรทักษะทางการเงินในระดับประถม ไปจนถึงการกำกับดูแลคอนเทนต์ออนไลน์ที่ส่งเสริมการสร้างหนี้


เพราะ…ถ้ายังปล่อยให้เสียงรีวิวในหน้าจอ มีอิทธิพลเหนือสติในการใช้จ่าย… หนี้ครัวเรือน 16 ล้านล้านบาทในวันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติที่ไม่มีวันสิ้นสุด ก็เป็นไปได้!

………………………………

คอลัมน์ : EC Focus by Virgo

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img