“ดร.คุรุจิต นาครทรรพ” ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทยและอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน วิเคราะห์ว่า เป็นเวลาสามเดือนกับหนึ่งสัปดาห์กว่านับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ก่อสงครามกับอิหร่าน (หรือนานกว่า 102 วันแล้ว) แต่ละวันที่ผ่านมาอุปทาน (supply) น้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลก 20 ล้านบาร์เรล/วัน (ราว 20% ของการค้าน้ำมันดิบ) และก๊าซ LNG ขาดหายไปจากตลาดโลก 80 ล้านตัน/ปี (20% ของการค้า LNG) จนกลายเป็นวิกฤติพลังงานที่ทำเศรษฐกิจปั่นป่วนไปทั่วโลก แม้มีการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเจรจากันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz : SoH) เส้นทางลำเลียงสินค้าทางทะเลออกจากอ่าวเปอร์เซีย ก็ยังคงปิดอยู่ เรือสินค้าที่ผ่าน SoH มาได้น้อยลำ ก็มีข่าวว่าต้องมีการจ่าย “ค่าป่วยการ” ให้แก่กองทัพ IRGC ของอิหร่านนำทางออกมา
ทางด้าน นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า หากแม้การเจรจาจะสำเร็จและเปิดช่องแคบ SoH ได้ในวันนี้ แต่กว่า “เรือสินค้า” จะสามารถผ่านเข้าหรือออกตามปกติ ก็จะกินเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน นอกจากนั้น กำลังผลิตและสถานีส่งออก (Export Terminals) บางส่วนในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวตและบาห์เรน ได้ถูกโจมตีเสียหายไปแล้วโดยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน จึงไม่สามารถเรียกกลับมาผลิตเท่าเดิมได้ในทันที ทว่าคนส่วนใหญ่และนักวางแผนเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่คุ้นชินกับการมีวิกฤติพลังงานที่ทอดเวลายาวนาน ตลาดราคาน้ำมันดิบ ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน เริ่มมีราคาถูกลงบ้างเล็กน้อยหรืออ่อนตัวลงจากระดับราคาที่เคยแพงสุด (เมื่อปลายเดือนมีนาคม)
เมื่อมีข่าวรั่วมาจากสื่อตะวันตกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ กำลังจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามถาวรกับฝ่ายอิหร่าน แต่ก็น่าจะเป็นแนวโน้มราคาที่เป็น “ภาพลวงตา” มากกว่า การดูที่ปัจจัยพื้นฐานเพราะภาพที่เป็นจริงในขณะนี้คือ การเจรจาไม่คืบหน้า ความเป็นต่อและอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่อิหร่านได้แข็งกร้าวและมีพลังต่อรองมากขึ้นจากการยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซไว้
แสนยานุภาพกองทัพอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเผด็จศึกเอาชนะอิหร่านได้ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้อ่าวเปอร์เซียเพื่อคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันเพราะกลัวการโจมตีจากอาวุธนำวิถีของอิหร่าน และสหรัฐฯ ก็ไม่กล้าส่งกำลังทางบกเข้าไปในอิหร่านเพื่อรบยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์เพราะเกรงการสูญเสียชีวิตทหาร

กลุ่มประเทศอาหรับเริ่มตระหนักว่า ไม่สามารถพึ่งพาการปกป้องและคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยจากการให้อเมริกามาตั้งฐานทัพในประเทศของตนได้เลย ตรงกันข้ามกลับทำให้ประเทศและโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตี
ณ วันที่10 มิ.ย.69 ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับสูงขึ้น (เทียบจากระดับ ณ วันที่ 27 ก.พ.69 ก่อนสงคราม) 33.6% (@ 94.81 US$/Barrel) ราคาน้ำมันเบนซิน ULG95 ก็ปรับขึ้น 44.5% (@118.58 US$/Barrel) และราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 47.6% (@137.08 US$/Barrel)
“ดร.คุรุจิต” มองว่า การเจรจาฯ จะไม่บรรลุข้อตกลงได้ง่ายหรือรวดเร็วอย่างที่อเมริกาปรารถนา และในปี 2569 นี้ต่อไปจนสิ้นปี เราจะไม่เห็นราคาน้ำมันดิบลดกลับไปต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเบนซินและดีเซลก็ไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 95 และ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ
สำหรับ ราคาขายปลีกในประเทศ ผู้บริโภคควรเตรียมใจที่จะเห็นราคาแก๊สโซฮอล95 และดีเซลไม่ลงมาต่ำกว่า 38 -40 บาท/ลิตรไปอีก 2-3 เดือนจนอาจถึงสิ้นปี (เพราะถึงราคาตลาดโลกหากจะลงบ้าง ก็คงต้องมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อมาลดหนี้ที่ค้างสะสมอยู่กว่าหกหมื่นล้านบาท) ราคาก๊าซ LNG ในสองสามเดือนข้างหน้าก็จะมีแต่จะขยับขึ้น จากความไม่สมดุลของอุปทานและอุปสงค์ในตลาดก๊าซธรรมชาติของโลกซึ่งจะส่งผลต่อค่า Ft ในอัตราค่าไฟฟ้ายิ่งไปกว่านั้น
ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศกังวลต่อไปก็คือ วิกฤติราคาอาหารแพง (Food Crisis) ที่อาจจะเกิดในช่วงปลายปีจากการที่หลาย ๆ ประเทศที่ทำเกษตรกรรมขาดแคลนปุ๋ยซัลเฟตและยูเรียที่ส่งออกมาไม่ได้จากตะวันออกกลาง ทำให้ผลิตอาหารออกมาป้อนตลาดได้น้อยลงจากปกติ
อนึ่ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังได้รับผลกระทบทางตรงอีกประการหนึ่งคือ อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน (Oil Refinery) ที่เคยพัฒนาเติบโตขึ้น จากความได้เปรียบที่มีวัตถุดิบราคาถูก ค่าการกลั่นที่ดี และการเป็นศูนย์กลางส่งออกพลังงานของโลก ทำให้ขยายตัวจนมีกำลังการกลั่นรวมกันในทุกประเทศ (ที่อยู่รอบอ่าวเปอร์เซีย) ประมาณ 10 ล้านบาร์เรล/วัน (จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวตและอิรัก) แต่ตั้งแต่เกิดสงคราม ต่างต้องลดกำลังการกลั่นลงทันที เหลือเพียง 6.5 ล้านบาร์เรล/วัน สาเหตุเพราะมีน้ำมันดิบผลิตได้น้อยลงกับเส้นทางส่งออกที่ถูกปิดกั้น จึงส่งผลซ้ำเติมให้ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาดขยับสูงไปอีกด้วย ความเสียหายเชิงโครงสร้างได้เกิดขึ้นจริงและจะยืดเยื้อ อันกระทบต่ออุปทาน/อุปสงค์และราคาของทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ปุ๋ยซัลเฟอร์ ยูเรียและแอมโมเนีย อะลูมิเนียม
วิกฤตินี้จึงเป็นบทเรียนให้ประเทศเหล่านี้ต้องกลับไปทบทวนแผนการลงทุนใหม่ในเรื่องของ “จำนวนถังเก็บ” และ “คลังน้ำมัน” ที่ต้องวางไว้ในลักษณะ “กระจายตัวตามจุดยุทธศาสตร์” ให้มากขึ้น และการวางท่อขนส่งน้ำมันเบี่ยงไปยังฝั่งทะเลแดง เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับกลยุทธ์ของบางประเทศในกลุ่มอาหรับที่เริ่มแสดงออกมาบ้างแล้ว เช่นการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) อย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้อันน่าจะมาจากรอยร้าวทางความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ตรงกับซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น

เหตุผลที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับฝ่ายอิหร่านไม่คืบหน้าและยากลำบากที่จะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอย่างถาวรนั้น เท่าที่สดับตรับฟังจากนักวิเคราะห์ข่าวในต่างประเทศ มาจาก เป้าหมายกับการจัดลำดับเรื่องสำคัญ (priorities) ของทั้งสองฝ่ายที่แตกต่างกันมาก และยังมีอุปสรรคมาคอยขัดขวาง ที่ทำให้เจรจายากขึ้นอีกด้วย
-เป้าหมายของสหรัฐฯ คือ ต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้มีการขนส่งลำเลียงสินค้าพลังงานได้เป็นปกติเหมือนเดิม และให้อิหร่านล้มเลิกแผนการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่อาจนำไปทำระเบิดปรมาณูได้ กับให้อิหร่านยกเลิกการสนับสนุนอาวุธแก่ขบวนการกลุ่มนักรบฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ขอเตะถ่วงยื้อไม่ตกลงไปเรื่อย ๆ
-เป้าหมายของอิหร่าน คือ จะยอมเปิดช่องแคบ SoH ได้ก็ต่อเมื่อมีการหยุดยิงอย่างถาวรโดยให้สหประชาชาติมีมติรับรอง ต้องหยุดการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และถอนฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอาหรับที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียออกไปให้หมดด้วย สหรัฐอเมริกายังจะต้องยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และต้องถอนการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่อยู่ในโลกตะวันตก และสหรัฐฯ ยังจะต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามจากการที่เป็นฝ่ายรุกรานก่อนและเข่นฆ่าพลเรือนกับทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ให้แก่อิหร่าน หรือมิฉะนั้นอิหร่านก็จะบริหารจัดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ของตนจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเรื่องการจะมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่อย่างไรนั้น จะเจรจากันเป็นขั้นที่สองหลังจากตกลงในประเด็นสำคัญ ๆ ข้างต้น
-ส่วนอุปสรรคที่ขัดขวางการเจรจา ได้แก่ อิสราเอลที่ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ สงบศึก และประสงค์จะยืมมือสหรัฐฯ กำจัดอิทธิพลอิหร่านให้อ่อนด้อยจนจะไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลอีกในอนาคต กับกลุ่มทุนชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่เป็นล็อบบี้ยิสต์รายใหญ่ที่คอยให้เงินสนับสนุนแก่พรรครีพับลิกันได้ต่อต้านการเจรจากับอิหร่านอย่างเต็มที่ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลังเลที่จะตัดสินใจยอมยุติสงคราม แม้จะรู้ว่านโยบายของตนผิดพลาดและได้ทำให้ราคาพลังงานแพงทั้งในประเทศและทั่วโลก เดือดร้อนและสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจทำให้พรรคของตนพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาช่วงกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
-การเมืองภายในสหรัฐฯ ที่แสดงอาการแบ่งขั้วหนักขึ้น ระหว่างชาวอเมริกันกลุ่ม MAGA ที่สนับสนุนทุกอย่างที่ทรัมป์ทำ กับกลุ่มที่สะอิดสะเอียนและรับไม่ได้กับนโยบายและวาจาในสาธารณะของทรัมป์ เริ่มแสดงผลลบต่อประธานาธิบดีและพรรครีพับลิกันในหลายเหตุการณ์ ที่ส่งผลต่อการบริหารนโยบายและผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาคองเกรส ได้แก่
(1) ความขัดแย้งในการจัดงานเฉลิมฉลอง 250 ปีของการประกาศอิสรภาพและความเป็นประเทศของสหรัฐฯ ที่กำหนดจะมีขึ้นในนามของรัฐสภาในชื่อ America 250 ในวันชาติอเมริกันปีนี้ (4 ก.ค.69) แต่ถูกทรัมป์เนรมิตงานฉลองใหม่ขึ้นมาตัดหน้าในเดือนนี้ชื่อว่างาน Freedom250 นัยว่าเพื่อโปรโมตตนเองเป็นหลักแล้วยังใกล้กับวันคล้ายวันเกิดของตนครบ 80 ปีในวันที่ 14 มิ.ย.69 เสียอีกด้วย จึงทำให้ศิลปินนักแสดงหลายคนถอนตัวขอไม่ร่วมงานหลังนี้
(2) ผู้พิพากษาศาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดีซี สั่งห้ามมิให้เปลี่ยนชื่อ Kennedy Center โดยเติมชื่อ Trump เข้าไปข้างหน้าตามการสั่งการของทำเนียบขาว โดยผู้พิพากษาเห็นว่าสภาคองเกรสเป็นผู้ตั้งชื่ออาคารนี้เป็นอนุสรณ์แก่อดีตประธานาธิบดี John F Kennedy หากจะมีการเปลี่ยนชื่อต้องเป็นมติทางการของสภาฯ
(3) สภาคองเกรสผ่านกฎหมายงบประมาณ Reconciliation Bill โดยไม่มีงบค่าใช้จ่าย 2 รายการที่ทรัมป์ที่ต้องการคือ งบสร้างห้องจัดงานพิธีใหญ่ (Ballroom) ในทำเนียบขาว กับงบกองทุนเยียวยา (anti-weaponization fund) ผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีโดยรัฐ (ที่มุ่งจะไปจ่ายเงินให้กลุ่มคนฐานเสียงของทรัมป์)
(4) การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก หรือ World Cup 2026 ที่อเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโกอยู่ ณ ขณะนี้ ก็มีรายงานข่าวว่าบรรยากาศไม่คึกคักเพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาชมฟุตบอลเฉพาะในสหรัฐฯ น้อยลงจากคาดการณ์มาก ยอดจองโรงแรมในเมืองที่มีสนามแข่งขันลด จำนวนผู้โดยสารสายการบินไปยังเมืองเหล่านี้ก็ลด เพราะมีข่าวด้านลบในเรื่องการกีดกันคนเชื้อชาติแอฟริกาหรือตะวันออกกลาง การเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยการไปไล่จับถึงที่ทำงานโดยหน่วยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น
ในฐานะที่ ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นเพราะวิกฤตินี้ แต่ไทยเรายังมีพื้นฐานปัจจัยด้านการเงินการคลังที่ดีกว่าหลาย ๆ ประเทศ ในการรับมือกับปัญหา การออกโครงการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเป็นหลักถือเป็นการเริ่มที่ถูกทาง
อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ได้แก่ ภาครัฐควรกระตุ้นให้ภาคการผลิตสามารถเพิ่มผลผลิตและการส่งออก ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ รักษาวินัยทางการคลังไม่ก่อหนี้จนเป็นภาระระยะยาว และปล่อยให้ราคาพลังงานยึดโยงกับกลไกตลาด ไม่ไปแทรกแซงจนเกิดภาวะบิดเบือน จนเกิดการกักตุนหรือนำไปสู่การขาดแคลน
อนึ่ง ไทยเรามีความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับที่ดีและยาวนานกับทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มอาหรับอื่น ๆ คือ โอมาน กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย จึงควรใช้ความสัมพันธ์นั้นวางจุดยืนของไทยในเวทีโลกอย่างเหมาะสม ไม่สนับสนุนการรุกรานหรือก่อการร้ายไม่ว่าจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เน้นกลไกแก้ปัญหาผ่านเวทีสหประชาชาติและยึดกฎเกณฑ์ (Rules-based order) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เราก็น่าจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้
…………………………………..
The Key Report



















