ควันหลงที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 เรื่อง “บัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ” เพราะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการ “พิมพ์บาร์โค้ด” ในบัตรลงคะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อ และ “คิวอาร์โค้ด” ในบัตรลงคะแนนเสียงแบบระบบเขต
จนมีการไปร้องต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” และสุดท้ายมีมติเมื่อ 14 มี.ค. ส่งคำร้องพร้อมความเห็นไปยัง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฯหรือไม่
เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรและต้นขั้ว เปิดช่องให้สามารถเชื่อมโยงบัตรที่ประชาชนออกเสียงและหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งให้กลับไปหาตัวตนผู้ใช้สิทธิ ถือเป็นการละเมิดหลักการเลือกตั้งที่ต้อง “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่
ต่อมา 18 มี.ค. ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัย โดยระหว่างนั้น กระบวนการไต่สวนในคำร้องคดีดังกล่าวดำเนินไปเรื่อย ๆ
จนวันที่ 26 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญเปิดห้องไต่สวนพยาน 5 คน ประกอบด้วย “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.-“นิตรีญา รัตนทัศนีย์” นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต.-“วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ” ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. และ 2 ผู้บริหารโรงพิมพ์เอกชน ที่รับงานพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้กกต.คือ “ภาคภูมิ ภูมิอุดม” กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด และ “กัญญาณัฐ พิกุลทอง” กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด
จนเมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกประกาศกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ประชุมปรึกษาหารือ และนัดลงมติพร้อมฟังคำวินิจฉัยในวันจันทร์นี้ 28 ก.ย.นี้ เวลา 14.00

สำหรับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคำร้องคดีบัตรเลือกตั้ง ที่ผ่านมา มีนักวิชาการ นักกฎหมาย นักการเมือง วิเคราะห์กันว่า รูปคดีน่าจะออกมาได้สัก 3-4 แนวทาง เช่น
หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญให้ “ยกคำร้อง” เพราะมองว่า บัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อยังคงเป็นความลับ
สอง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.ที่มีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ กกต.ต้องไปจัดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใหม่ ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ
สาม วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แต่ให้โมฆะเฉพาะแค่ระบบบัญชีรายชื่อที่พิมพ์บาร์โค้ด แต่ระบบเขตที่ใช้รหัสแท่งคิวอาร์โค้ด ไม่เป็นโมฆะเพราะการสืบค้นย้อนหลังไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงทำได้ยากกว่าบาร์โค้ด ผลก็คือ กกต.ต้องไปจัดการลงคะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อใหม่ และทำให้ สส.ระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด 100 คนต้องสิ้นสภาพ เช่น “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่ยังเป็นนายกฯ ได้อยู่ แต่บางคนเช่น “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหลุดจากการเป็นสส.และผู้นำฝ่ายค้านฯ ทำให้ สส.ในสภาฯ จะหายไปหนึ่งร้อยเสียง
นอกจากนี้ ก็ยังมีการวิเคราะห์แนวทางอื่น ๆ ออกมาอีกเช่น ศาลอาจวินิจฉัยว่า บัตรลงคะแนนเสียงทั้งสองระบบไม่เป็นความลับ แต่ใช้วิธีการเยียวยาคือ มีข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันไปถึงสำนักงานกกต. คือ ให้ยกเลิกหรืองดใช้การพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งโดยเด็ดขาด โดยไม่วินิจฉัยให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สูตรดังกล่าวหลายฝ่ายประเมินว่ายากที่จะออกมาแนวนี้ เพราะมองว่า หากศาล รธน.เห็นว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ก็ต้องขัดรัฐธรรมนูญอย่างเดียว จะบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีผลถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาคงไม่ได้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้ศาลรธน.ถูกวิจารณ์ทางลบได้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับแต่ศาล รธน.รับคำร้องคดีนี้ จนถึงช่วงใกล้วันที่ศาล รธน.นัดอ่านคำวินิจฉัย พบว่า แทบไม่มีกระแสทางการเมืองออกมาเลยว่า ศาล รธน.จะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะต้องไปออกเสียงกันใหม่
แม้แต่กับ พรรคประชาชน ก็ไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นหรือกดดันใด ๆ ในเรื่องนี้ต่อศาล รธน. แต่กลับมองไปข้างหน้าเรื่องการเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ถึงขั้นเตรียมพิจารณาร่างญัตติกันแล้ว ทั้งที่รู้กันมาล่วงหน้าหลายสัปดาห์ว่าศาล รธน.จะลงมติคำร้องคดีนี้วันที่ 28 ก.ย. เหมือนกับฝ่ายค้าน คงประเมินได้ไม่ยากว่า ยังไง…ได้ทำหน้าที่สส.ฝ่ายค้านต่อไป ไม่ต้องไปเตรียมเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบปาร์ตี้ลิสต์และระบบเขต ไม่ต้องรอลุ้นวันที่ 28 ก.ย.ให้เสียเวลา เพราะคงเชื่อว่า ศาล รธน.จะยกคำร้อง!
ส่วนผลจะออกมาแบบไหน แม้หลายคนจะเชื่อว่า 28 ก.ย. ไม่มีอะไรตื่นเต้น “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-สภาฯ” ยังอยู่ในสภาพแบบปัจจุบันต่อไป แต่ก็ฟังเหตุผลของศาล รธน.กันก็ดีจะได้รู้ว่ามีเหตุผลในคดีนี้อย่างไร ส่วนหากถามว่าจะมีอะไรเหนือความคาดหมายออกมาหรือไม่ ขอบอกว่า รอมติที่ออกมาช่วงบ่าย ๆ จันทร์ 28 ก.ย.แล้วกัน
……………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















