สถานการณ์ถึงตอนนี้ ชัดเจนว่า “ลูกเทพ-ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แค่ “ยอมถอย” แต่ “ไม่ยกเลิก” การเดินหน้า “โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)”
แม้จะถูกตรวจสอบ-วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงกระบวนการในการตั้งโครงการจนถึงการประมูลงาน จนได้บริษัทที่ได้งาน คือ กิจการค้าร่วมทีเอช (TH Consortium) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างเอกชน 2 แห่ง ได้แก่ บมจ. เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส (TKC) กับ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ที่แม้จะได้งานไป โดยผ่านการประกวดราคาตามหลักราชการ ด้วยวงเงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท แต่ก็ยังถูกบางฝ่าย โดยเฉพาะ “สส.ฝ่ายค้าน” ตั้งคำถามถึงกระบวนการทั้งหมด ว่ามีความเร่งรีบ-รวบรัด อีกทั้งพยายามเชื่อมโยงถึง “สายสัมพันธ์ทางการเมือง” และ “ธุรกิจกับเครือข่ายการเมืองขั้วสีน้ำเงิน” ไม่นับรวมกับเสียงวิจารณ์อีกหลายประเด็นจากนักวิชาการด้านเทคโนโลยีถึงความคุ้มค่าของโครงการ
ทว่า “ไชยชนก” และ “กระทรงดีอี” ยังเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ “ยอมถอย” ให้ โดยจะมีการบริหารสัญญาเพิ่มเติมบางประเด็นในข้อตกลงกับบริษัทเอกชน เพื่ออุดช่องโหว่บางประการที่มีการทักท้วงดังออกมา
ภายใต้หลักการคือ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” เพราะจนถึงขณะนี้ “กระทรวงดีอี” ยังไม่ได้มีการจ่ายเงินค่าดำเนินการให้เอกชน เพราะใน “ทีโออาร์-TOR” ใช้วิธีการแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ทำให้สามารถเพิ่มเงื่อนไขในสัญญาไปได้ว่า เมื่อมีการลงทะเบียนแจกสิทธิการใช้ AI Pro ให้กับประชาชนแล้ว
เช่น สมมุติลงทะเบียนกัน 5 ล้านคนตามเป้าหมายโครงการ หลังจากนั้น ก็จะมีช่วงเวลาในการที่บริษัทเอกชน ต้องส่งประเมินผลการดำเนินงานให้กับกระทรวงฯ ในแต่ละช่วงวงรอบตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งกระบวนการนี้ จะมีเครื่องวัดผล (KPI) ได้ว่า ผู้ลงทะเบียน ได้มีการใช้งาน AI ดังกล่าว เต็มประสิทธิภาพหรือไม่-เข้าใช้งานแต่ละวันหรือแต่ละรอบ มากน้อยแค่ไหน เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวมาแล้ว ทาง “กระทรวงดีอี” ก็จะมาดูว่า คนส่วนใหญ่ใช้งานกันมากน้อยแค่ไหน หากไม่ได้ใช้เต็มที่ให้เต็มประสิทธิภาพ หรือมีค่าการใช้งานเฉลี่ยต่อวันน้อยมาก ก็อาจจะจ่ายแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” ไม่ได้จ่ายแบบเหมารวมตามการจ่ายแต่ละงวด

พูดง่าย ๆ หากประชาชนใช้ไม่ถึงเป้า ใช้งานน้อย ก็ไม่เกิดการเบิกจ่ายเต็มวงเงิน ซึ่งเป็นท่าทีของ “กระทรวงดีอี” ที่พยายามปรับสู้ต่อ “เสียงโจมตี” เพื่อแสดงให้เห็นว่า รับฟังข้อเสนอแนะอยู่ แต่เลิกโครงการไม่ได้ แต่ใช้วิธีทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
นอกจากนี้ “กระทรวงดีอี” ก็จะมีการเพิ่มให้บริษัทคู่สัญญา มีออฟชั่นอื่น ๆ เข้ามาอีก เช่น การมีระบบประเมินผลและระบบตรวจสอบการใช้งานที่วัดค่าได้ เป็นต้น รวมถึงพบว่า “ฝ่ายการเมือง” ก็พยายามสื่อสารใหม่กับ “สังคม” จากเดิมเน้นการสื่อสารว่า คนไทยควรสนับสนุนโครงการนี้ เพราะคนไทยจะได้ใช้ AI Pro ฟรี ไม่ต้องเสียเงิน จากปกติหากจะใช้งานอย่างน้อย ๆ ก็ต้องเดือนละขั้นต่ำหลายร้อยบาทต่อเดือน ตามแต่โปรโมชั่นของแต่ละเครือข่าย AI
แต่เมื่อกระแสวิจารณ์โครงการดังกล่าวแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ “กระทรวงดีอี” เปลี่ยนการนำเสนอใหม่ โดยเน้นเรื่องว่า โครงการดังกล่าว ทำให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น และการให้ลงทะเบียนก็เป็นการเปิดกว้างให้คนไทยทุกคนได้สิทธิ์ดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน ที่จะทำให้คนไทยได้เรียนรู้การใช้ AI ที่สามารถนำไปพัฒนาทักษะการทำงานและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้บางเรื่อง
เข้าทำนอง…โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี เพราะจะเป็นคนกรุงเทพฯ-ชนชั้นกลาง หรือคนชนบท คนต่างจังหวัด หากมีเครื่องมือในการลงทะเบียนและการใช้งาน AI ได้ ก็ได้สิทธิ์ดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน
ทั้งหมดข้างต้น อ่านกระบวนท่าของ “ไชยชนก-กระทรวงดีอี” ได้ว่า พยายามประนีประนอมกับฝ่ายคัดค้านระดับหนึ่ง คือไม่ใช่จะเดินหน้าอย่างเดียว ไม่สนเสียงท้วงติงอะไรทั้งสิ้น แต่จะถึงขั้นให้ยกเลิกโครงการไปเลยตามที่บางฝ่ายเสนอ “ไชยชนก-กระทรวงดีอี” ไม่เอาด้วย
ที่ก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะหากล้ม-พับโครงการ มันก็คือการ “เสียหน้า” ของ “ไชยชนก” กับการเป็น “รมว.ดีอี” ที่พยายามจะพิสูจน์ตัวเองให้คนใน “พรรคภูมิใจไทย” และสังคมเห็นว่า ที่เขาได้เป็น “รมว.ดีอี” และขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในวัยสามสิบปีเศษ ๆ ตัวเขาก็มีฝีมือและมีผลงานที่จับต้องได้ หลังถูกปรามาสจากบางฝ่ายว่า ที่ขึ้นมาเร็ว ก็เพราะเป็น “ลูกเทพ-ลูกเนวิน-หัวหน้ากลุ่มลูกเทพในพรรคภูมิใจไทย”

ดังนั้น หากยังไม่ถึงขั้นที่ถ้า…เดินหน้าโครงการ TH-AI แล้วจะทำให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ล้มลงกลางคัน และไม่มีคำสั่งจาก “เนวิน ชิดชอบ” และการร้องขอจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้ยกเลิกโครงการ ก็เชื่อได้ว่า “ไชยชนก” คงไม่ยอมพับโครงการง่าย ๆ ต้องดันให้ถึงที่สุด
เว้นแต่…ดันแล้ว “รัฐบาล” เสี่ยงพังทั้งแถบ แบบนี้ก็ต้องถอย แต่เมื่อเห็นว่า ยังพอดันต่อได้ แต่อาจต้องเหนื่อยในการถูกตรวจสอบและถูกวิจารณ์ทางลบ ก็ต้องยอม โดยเฉพาะหากไปถึงการเปิดประชุมสภาฯสมัยหน้า ถ้ามีการดันโครงการ จนมีการจ่ายเงินค่าบริหารโครงการให้กับเอกชน แล้ว “ฝ่ายค้าน” จะอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ หรือเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ก็พร้อมชนกับ “ฝ่ายค้านฯ” ในสภาฯ
หาก “ลูกเทพ-ไชยชนก” ยืนกรานแบบนี้ ก็ทำให้ชื่อ “ไชยชนก” รมว.ดีอี จะเป็นชื่ออันดับต้น ๆ ที่ “ฝ่ายค้าน” จองกฐินเปิดซักฟอกฯ เว้นเสียแต่ จะมีการปรับเปลี่ยนโยก “ไชยชนก” ไปอยู่กระทรวงอื่นเสียก่อน?
……………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















