“นโยบายพลังงาน”ดู“กระแส”เป็นหลัก!! ยุคนี้พร้อมเปลี่ยนไปมาตามสถานการณ์

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ไม่ว่า รัฐบาลไหน ต่างก็พยายาม “ตรึงค่าไฟฟ้า” หากให้ดีไปกว่านั้น ต้อง “ลดค่าไฟ” แต่ก็ไม่ง่าย เพราะ “ราคาพลังงานสูงขึ้น” และ “ผันผวน” ด้วย ขณะที่รัฐก็มีงบประมาณจำกัด ส่วน “รัฐวิสาหกิจพลังงาน” ต่างก็รับภาระกันมาอ่วม อย่าง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” (กฟผ.) ที่มีภาระจากการตรึงค่าไฟในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 1.5 แสนล้านบาทเมื่อปี 2565 บัดนี้ผ่านมา 4 ปี ยังแบกภาระอยู่ 35,928 ล้านบาท

ดังนั้น “นโยบายช่วยค่าไฟฟ้า” ของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” จึงต้องทำอย่างจำกัด และไม่มี “งบกลาง” ที่จะมาช่วย ก่อนหน้านี้ก็เลยงัด “สูตรค่าไฟฟ้าฐานใหม่แบบอัตราก้าวหน้ามาใช้” (Progressive Rate) โดยให้บ้านเรือนที่ใช้ค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ได้อัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งบ้านทุกหลังคาเรือนจะได้อานิสงส์เหมือนกันหมด ในส่วนการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก แล้วใช้ “วิธีเกลี่ยค่าไฟฟ้า” ไปให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วย เพื่อยืนในหลักการเดิมคือ ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ใครใช้ไฟฟ้ามาก ต้องจ่ายแพงกว่าเป็นขั้นบันได

ทีนี้พอถึง “การเกลี่ยค่าไฟ” จะทำยังไง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงทำมา 4 กรณีศึกษา โดย กรณีที่ 1 และ กรณีที่ 2 บ้านที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ค่าไฟฐานจะเพิ่มขึ้น ส่วน กรณีที่ 3 และ กรณีที่ 4 ค่าไฟฐานจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่หน่วยที่ 201 จึงเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 200-400 หน่วย 4.6 ล้านครัวเรือน และครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป 3.2 ล้านครัวเรือน รวมกันก็ 7.8 ล้านครัวเรือน ส่วนหนึ่งก็มองว่า บ้านตนเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้องมารับภาระแทนบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย “ไม่เป็นธรรม”

เมื่อ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นการปรับค่าไฟฟ้าฐานใหม่แบบอัตราก้าวหน้า ระหว่างวันที่ 22 พ.ค.-5 มิ.ย.69 จึงได้เห็น ประชาชนแห่แสดงความเห็นจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 653 ความเห็น มี 215 ความเห็นที่ “ไม่เห็นด้วย” กับทั้ง 4 ข้อเสนอเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ คิดเป็น 33% ของความคิดเห็นทั้งหมด รองลงมาเป็นผู้ที่ “เห็นด้วย” กับกรณีศึกษาที่ 2 จำนวน 166 ความเห็น คิดเป็น 25% ซึ่งกรณีที่ 2 คือ ให้บ้านที่ใช้ไฟฟ้า 401-500 หน่วย ค่าไฟจะเพิ่มขึ้น 0.9835 บาท จาก 4.4217 บาท เป็น 5.4052 บาท และหน่วยที่ 500 ขึ้นไปจะเพิ่มขึ้น 1.0357 บาท ขึ้นมาเป็น 5.4574 บาท

เมื่อความเห็นเป็นแบบนี้ หากไม่ทบทวน อาจเอาไม่อยู่ หน่วยงานทั้งหมด และ รมว.พลังงาน “เอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ” จึง ยกเลิกการที่จะเก็บค่าไฟฟ้าฐานแบบก้าวหน้าไปก่อน กลับไปใช้เรตเดิม

“เอกนัฏ” บอกว่า “จะยังไม่มีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานเป็นอัตราก้าวหน้า รอผลการศึกษาและข้อสรุปของ กกพ. ก่อน เราก็รับฟังเสียงประชาชน การปรับอัตราก้าวหน้า อาจเกิดผลกระทบกับคนใช้ไฟ 400 หน่วยขึ้นไป ซึ่งเป็นบ้านที่อาจอยู่กันหลายคน หน้าร้อนต้องเปิดแอร์ ขณะเดียวกันการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ และรับซื้อไฟฟ้าคืนด้วยรวม 500 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะเปิดโครงการภายในเดือนนี้”

ค่าไฟฟ้าฐานอัตราก้าวหน้ายังไม่ได้ใช้ แต่ต้องเดินหน้าช่วยลดค่าไฟให้บ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย 14 ล้านหลังคาเรือน ซึ่งสอดคล้องกับนิยามว่า “จนจริง” ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ทำยังไงต่อก็กลับมาใช้วิธีดั้งเดิม คือ เอารายได้ของการไฟฟ้ามาช่วยลดค่าไฟให้ “บ้านคนจน” ให้ได้เรตค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย แต่เอาจริงก็ยังไม่ลงตัวว่าสุดท้ายแล้ว กฟผ. จะยอมแบกรับเพียงผู้เดียว หรืออีก 2 การไฟฟ้าฯ มาร่วมด้วยช่วยกัน ทั้ง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพราะเงินที่ต้องควักออกมาจากกำไรของการไฟฟ้าฯ เพื่อมาตรึงค่าไฟไม่เกิน 3 บาทให้ 14 ครัวเรือน คิดเป็นเงินราว ๆ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 15,555 ล้านบาทต่อปี และตลอดไป

ทำยังไงไม่ให้กระทบกับฐานะทางการเงินของการไฟฟ้าฯ ในระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงตั้งวงหาทางออกกัน โดยเพิ่มประเภทผุู้ใช้ไฟฟ้าเป็นประเภทที่ 9 ให้กิจการ DATA CENTER อยู๋ในประเภทนี้ ซึ่งจะถูกเก็บค่าไฟฟ้าแพงกว่าเพื่อน เพราะทราบดีว่า เป็นกิจการที่กินไฟกินน้ำ ก็จะมาช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้การไฟฟ้าหักลบกับที่ต้องรับภาระอุ้มค่าไฟกลุ่มบ้านเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย โดยเรื่องนี้จะมีการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนมิ.ย.นี้

“รมว.เอกนัฏ” ย้ำไว้ว่า “การมาของ DATA CENTER ต้องไม่สร้างภาระ ไม่มาแล้ว ทำให้ค่าไฟแพง แต่มาแล้ว ต้องทำให้ค่าไฟของระบบถูกลง การเพิ่ม DATA CENTER เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ซึ่งค่าไฟฟ้าจะแพงกว่าประเภทอื่นนั้น ก็จะมาช่วยเกลี่ยค่าไฟฟ้า ทำให้การไฟฟ้าได้รายได้คืนมา จากการที่เราจะเอากำไรของเขามาข่วยค่าไฟให้คนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย”

เรียกว่า พลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากการที่ DATA CENTER จะมาตั้งฐานที่ไทย นับเนื่องกว่า 20,000 เมกะวัตต์ตามที่ “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยตัวเลขล่าสุด ซึ่งทำให้เราต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อมารองรับ โดยเฉพาะ โครงข่ายสายส่งในพื้นที่ EEC พื้นที่กระจุกตัวของ DATA CENTER กฟผ.ต้องลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท

และเมื่อไป ๆ มา ๆ DATA CENTER ต้องการความมั่นคงของไฟฟ้ามากกว่าไฟฟ้าสีเขียวเสียแล้ว ทางออกก็คือทางเข้านั่นเอง กระทรวงพลังงานก็ให้โรงไฟฟ้าที่ทำสัญญาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว แต่ไม่ได้เดินเครื่อง เพราะเศรษฐกิจไม่เติบโตตามคาดการณ์ ให้เดินเครื่องและเอามาป้อน DATA CENTER เสีย

จบลงด้วย “win win” แทนที่จะต้องมาเจรจาโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อขอลดหรือถอดค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments : AP) ก็ไม่ต้องทำให้เสียเวลาแถมเมื่อได้เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าเหล่านี้ก็จะได้ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payments : EP) ด้วย เป็นค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเดินเครื่อง

เรียกว่า “เบาแรง” คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่ครม.แต่งตั้งขึ้น โดยให้ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อมาดูว่า จะแก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนยังไง เพื่อให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนลดลง

ก็เหลือเรื่องที่จะทำและมีแนวโน้มทำได้สำเร็จ ก็คือ การพิจารณายกเลิกสัญญาทาส หรือ สัญญาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่เกิดขึ้นในปี 2551 ซึ่งเป็นสัญญาในยุคแรกที่รัฐส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยได้รับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ ADDER และต่อสัญญาอัตโนมัติทุก 5 ปี เรื่องนี้ “เอกนัฏ” ย้ำว่า “เป็นการต่อสัญญาอัตโนมัติ ซึ่งผิดปกติ ซึ่งเรื่องนี้ได้คุยกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว มีช่องทางที่จัดการได้”

ทั้งนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าที่ได้ ADDER โดยต่อสัญญาอัตโนมัติ เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่เกิดในปี 2551 จำนวน 296 สัญญา จำนวน 1,326 เมกะวัตต์ ซึ่ง กกพ.เคยเสนอมาหลายรัฐบาลให้พิจารณาปรับลดราคารับซื้อ ตอนนี้อยู่ที่ 3.16 บาทต่อหน่วย แม้จะลดงแล้ว แต่ก็ยังสูงกว่าโครงการที่เข้ามาใหม่ซึ่งรับซื้อแบบอัตรา FIT ที่อยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วย

อีกเรื่องที่กระทรวงพลังงานจะทำเพื่อช่วยลดค่าไฟ คือ การลดความสูญเสียจากไฟฟ้าสาธารณะและไฟทางสาธารณะ ซึ่งถูกชาร์จในค่าไฟฟ้ารวมถึง 10-20 สตางค์ต่อหน่วย โดยจะให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED

แนวทางการลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ทั้งการเพิ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ของกิจการ DATA CENTER การปรับสัญญาทาสโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ และการเพิ่มประสิทธิภาพไฟสาธารณะและไฟทาง เพื่อลดการสูญเสีย รวมถึงการนำรายได้ของการไฟฟ้ามาลดค่าไฟให้ครัวเรือนใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย บางเรื่องต้องใช้เวลา 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็อาจช้าเกินไปในทางการเมือง ต้องหาโครงการระยะสั้นมาเยียวยาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมไปก่อน

จึงคาดว่าหลังจากนี้จะมีการเร่งรัดโครงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้เห็นผลงานด้านบวกแบบจับต้องได้ ไม่เช่นนั้น “ลูกเทพ” ก็หวั่นไหวได้เช่นกัน

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img