ในขณะที่ “กระทรวงมหาดไทย” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กำลังเกิดปมร้อนหลายเรื่อง ทั้ง ปัญหาความขัดแย้งของผู้ว่าราชการ (ผวจ.) ภูเก็ต กับรอง ผวจ. จนต้องมีการปรับย้ายทั้งจังหวัด, ปัญหาการทุจริตการสอบ เข้ารับราชการในกรมส่งเสริมท้องถิ่น (สถ.) ที่สังคมกำลังรอคำตอบว่า ใคร??? อยู่เบื้องหลังความผิดปกติในเรื่องนี้
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ “บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์” ผบ.ตร. กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.69 ซึ่งใครก็รู้ว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” (ตร.) มีบทบาทสำคัญมากแค่ไหน นอกจากจะมีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ยังเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ให้กับ “ผู้มีอำนาจรัฐ” บางยุคบางสมัยเคยถูกขานว่าเป็น “รัฐตำรวจ”

ดังนั้นเวลามีการเปลี่ยนแปลง “แม่ทัพสีกากี” ทุกครั้ง…จึงถูกจับตามองตลอด!!!
ทั้งนี้ “บิ๊กต่าย” ได้ลงนามประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ ระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองจเรตำรวจแห่งชาติ ลงมาถึงระดับรองผู้บังคับการ ประจำปี 2569 แล้วเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อใช้ประกอบการคัดเลือก และแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดยเปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจ ตรวจสอบความถูกต้อง ของบัญชีลำดับอาวุโส และยื่นคำร้องขอทบทวนผ่านทะเบียนกำลังพลภายใน 15 วัน นับจากวันประกาศ หากพ้นกำหนด จะถือว่า บัญชีดังกล่าวถูกต้องสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน การแต่งตั้ง “ผบ.ตร.คนใหม่” ก็ได้รับความสนใจ เนื่องจาก “พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ” กำลังจะเกษียณอายุราชการ โดยรายชื่อ “แคนดิเดต” ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายและอยู่ในลำดับอาวุโส ประกอบด้วย…
1.พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. 2.พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. 3.พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ 4.พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ การคัดเลือก ผบ.ตร. จะเป็นอำนาจของนายกฯ โดยพิจารณาจาก “อาวุโส” ควบคู่กับความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านงานสืบสวนสอบสวน หรือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ก่อนเสนอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดยเมื่อเทียบกับแคนดิเดตทั้งหมด และเรียงตามลำดับอาวุโส คือ
1.“บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร” นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 43 เกษียณอายุราชการปี 2571 ดูงานกฎหมายและคดี เคยเป็น ผบช.รร.นรต., ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลงานด้านการปราบปรามยาเสพติดและงานบริหาร
2.“บิ๊กหวาน-พล.ต.อ.ธัชชัย” นรต.รุ่น 42 เกษียณฯ ปี 2570 รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม ในอดีตเป็น ผบช.รร.นรต., ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
3.“บิ๊กราญ-พล.ต.อ.สำราญ” เป็น นรต.รุ่น 50 เกษียณฯ ปี 2576 คุมงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ ผ่านเก้าอี้ ผบช.น., ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ
4.“บิ๊กแมน-พล.ต.อ.อิทธิพล” นรต.รุ่น 43 เกษียณฯ ปี 2572 มีหน้าที่งานจเรตำรวจ เส้นทางสีกากีผ่าน ผบช.พฐ.ตร., รองจเรตำรวจแห่งชาติ ดูแลงานด้านจเรตำรวจ
ถ้าไล่ตามหลักอาวุโส “บิ๊กไมค์” จะมีความชอบธรรมมากที่สุดกับการได้รับการแต่งตั้งเป็น “แม่ทัพสีกากี” แต่การแต่งตั้งต้องพิจารณาผลงานที่เกี่ยวข้องงานด้านความสงบเรียบร้อยในประเทศ ความมั่นคง และมีผลต่อทางการเมือง บางทีองค์ประกอบเรื่องอาวุโสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ยิ่งตำแหน่ง “ผบ.ตร.” มีความสำคัญ นอกจาก “ฝ่ายบริหารบ้านเมือง” ที่มีอำนาจในการคัดเลือกบุคลากรเข้าไปทำงานในตำแหน่งนี้แล้ว หลายครั้งยังมี “มือที่มองไม่เห็น” และ “ผู้มากบารมี” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อีกทั้งในแง่บทบาท หรือการเข้ามารับผิดชอบงานในภารกิจที่มีความสำคัญ ดูเหมือน “บิ๊กไมค์” จะเสียเปรียบ และไม่โดดเด่นเท่ากับ “บิ๊กราญ” ซึ่งนอกจะคุมงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ ยังมักปรากฏภาพเคียงข้าง “หัวหน้ารัฐบาล” อยู่เนือง ๆ

แต่ในอดีตที่ผ่านมา ในยุค “บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. โดยที่ไม่ได้มีอาวุโสสูงสุด ก็ยังก้าวกระโดดขึ้นตำแหน่ง นำมาสู่ “ความขัดแย้ง” เกิดปัญหาเรื่อง “คลื่นใต้น้ำ” และในที่สุดเรื่องราวก็ปะทุขึ้น มีการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง ระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” สมัยทำหน้าที่เป็น “รอง ผบ.ตร.” จนมีเรื่องฟ้องร้อง มีการตรวจสอบกันไป-มา เกี่ยวข้องกับเรื่อง ผลประโยชน์จากเว็บพนัน สุดท้าย…บุคคลทั้งสองก็ต้องเข้าสู่กระบวนการการสอบสวน ทั้งในคดีและองค์กรอิสระโดย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง คดีในส่วนของ “บิ๊กโจ๊ก” ดูเหมือนจะมีความคืบหน้า มากกว่าการดำเนินคดีในส่วนของ “บิ๊กต่อ”
โดยล่าสุดมีรายงานจากศาลฎีกา ระบุว่า คณะผู้ไต่สวนอิสระ ที่มี “อติศักดิ์ ตันติวงศ์” ประธานศาลฎีกา ตั้งขึ้น เพื่อไต่สวนคำร้องที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน เข้าชื่อกันยื่นเรื่องให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระกรณีมีข้อกล่าวหา “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการป.ป.ช. รับสินบนทองคำ 246 บาท จาก “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ที่ถูกป.ป.ช.ไต่สวนคดีรับผลประโยชน์ จากเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีกรรมการ 9 คน อาทิ “ชวลิต อิศรเดช” รองประธานศาลฎีกา “เผดิม เพ็ชรกูล” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา “สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา “อดิศร ไชยคุปต์” รองอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นต้น
โดยหลังจากมีการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระดังกล่าวเมื่อ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา และทำงานกันมาร่วม 3 เดือนเศษ ล่าสุด คณะผู้ไต่สวนอิสระ มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับกรณีการเรียกรับสินบนทองคำดังกล่าว กับผู้เกี่ยวข้องในคดีรวม 4 ราย ทั้งตัว “เอกวิทย์ วัชชวัลคุ” กรรมการป.ป.ช. และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์”, “สมบัติ ธรธรรม” อนุกรรมการป.ป.ช. และ “สุรสิทธิ์ พลเรือน” คนติดตาม คนขับรถประจำตัวป.ป.ช.เอกวิทย์
“กระบวนการตอนนี้ คือการแจ้งข้อกล่าวหากับทั้ง 4 คน ไม่ใช่การลงมติชี้มูลความผิดอย่างที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด เพราะยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา ยังไม่ได้เรียกเขามาชี้แจง จะไปชี้มูลเขาได้อย่างไร ทุกอย่างต้องทำตามกฎหมาย ซึ่งยึดหลักตามกฎหมายป.ป.ช. เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ทั้งหมดก็ต้องมาชี้แจงกับคณะผู้ไต่สวนอิสระ หลังจากนั้นคณะกรรมการถึงค่อยมาดูว่า ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาชี้แจงแล้วเป็นอย่างไร เพราะคณะผู้ไต่สวนอิสระ ทำหน้าที่และมีอำนาจเหมือนกับป.ป.ช. ทุกอย่าง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพ.ศ.2560 มาตรา 53 ตอนนี้ก็รอการชี้แจงจากทั้งสี่คนก่อน”
ขณะที่ตามขั้นตอนการทำงานของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ก็คือ ถ้าคณะกรรมการทั้งเก้าคนเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้สั่งยุติเรื่อง และให้คําสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด แต่หากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา แต่มิใช่เป็นกรณีเรื่องฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมให้คณะผู้ไต่สวนอิสระ ส่งสำนวนการไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาล โดยให้ “อสส.” ฟ้องคดีอาญา ตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับเรื่องแต่หากไม่ทันให้ขอขยายเวลาต่อประธานศาลฎีกาได้ แต่ต้องไม่ทำให้คดีขาดอายุความ
คำถามคือ ถ้าหากการแต่งตั้ง “ผบ.ตร.คนที่ 16” ไม่ได้ยึดหลักอาวุโส เหมือนในอดีต จะมีปัญหาความขัดแย้งตามมาหรือไม่ โดยเฉพาะ ถ้า “พล.ต.อ.สำราญ” ซึ่งมีข่าวว่าเป็น “เต็งหนึ่ง” ได้รับการผลักดันเป็น “แม่ทัพสีกากี” หากเป็นไปตามนั้น เท่ากับจะอยู่ในตำแหน่งถึง 7 ปี ตัดโอกาสของนายตำรวจคนอื่นไปมากเลยทีเดียว

มีความเห็นที่น่าสนใจจาก “พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน” กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ว่า เมื่อเข้าไปดูในตัวบท พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จะเห็นได้ชัดว่า หลักเกณฑ์ด้านอาวุโส เขียนไว้ชัดเจนมาก ในมาตรา 82 โดยได้บัญญัติไว้ว่า “ข้าราชการตำรวจระดับใดได้อาวุโสเท่าใด มีการบัญญัติเรื่องลำดับอาวุโส ตั้งแต่การแต่งตั้งระดับ สว.ถึง รอง ผบก.ให้จัดเรียงตามลำดับอาวุโส ไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 ระดับ ผบก.ถึง ผบช. ให้เรียงตามลำดับอาวุโส ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.ถึง รอง ผบ.ตร.ให้จัดเรียงลำดับอาวุโส 100 เปอร์เซ็นต์” ดังนั้น ระดับ ผบ.ตร.ต้องเรียงลำดับอาวุโส 1,000 เปอร์เซ็นต์ เราจึงยึดหลักดังกล่าวเป็นหลักสำคัญ จึงเขียนไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการข้ามกัน ไม่ต้องการให้รุ่นน้องข้ามรุ่นพี่ อาวุโสน้อยกว่าข้ามอาวุโสมากกว่า
“พล.ต.ท.อำนวย” กล่าวอีกว่า ดังนั้นในเรื่องความรู้ความสามารถ จนถึงปัจจุบันยังแกว่งอยู่ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่สามารถจับต้องได้เป็นรูปธรรม เราก็ต้องกลับมาที่เดิมกลับมาที่ข้อ 1 หลักที่เป็นข้อแรก หลักที่เป็นจุดยืน หลักที่จับต้องได้ คือหลักอาวุโส ดังนั้นการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่จะให้มีปัญหาน้อยที่สุด คือการหยิบเอาเรื่องอาวุโสมาไว้เป็นอันดับต้น แต่อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดผู้ที่มีหน้าที่ในการหยิบชื่อใครมาเป็น ผบ.ตร.คือ นายกฯ แต่ตามกฎหมายจะดูตามหลักลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ หากมีการหยิบชื่อบุคคลที่มีลำดับอาวุโสน้อยกว่า จะต้องชี้แจง ข้อมูล เหตุผล ให้ชัดเจน ว่าบุคคลดังกล่าวเหมาะสมกว่าบุคคลอื่นที่มีความอาวุโสมากกว่าเป็นรายบุคคลอย่างไร สิ่งที่บุคคลจะเป็น ผบ.ตร.ได้ จะต้องมีองค์ความรู้ในทุกมิติ ในทุกหน้างาน
แต่เมื่อย้อนไปดูพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ไม่ได้กำหนดกฎ กติกา “ล็อกสเปก” คุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ผบ.ตร.” แบบยึดเรียงลำดับอาวุโส หรือยึดแค่ความรู้ความสามารถ แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 77 กำหนดการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ (1) ตำแหน่ง “ผบ.ตร.” จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศ “พล.ต.อ.” ซึ่งดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ หรือรอง ผบ.ตร. มาตรา 78 การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 77 เอาเฉพาะ (1) กำหนดหลักเกณฑ์พิจารณา ให้นายกฯ คัดเลือกรายชื่อพนักงานตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 77 (1) โดยคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวน หรืองานป้องกันปราบปราม เสนอ ก.ตร.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แล้วให้นายกฯ นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นั่นเป็นการเปิดกว้างให้ “ตำรวจ” ระดับ รอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ ยศ “พล.ต.อ.” ทุกนายที่ยังไม่เกษียณ มีสิทธิ์ก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้
ดังนั้นในห้วงเวลานับจากนี้ จนถึงช่วงที่จะมีการประชุม ก.ตร. เพื่อคัดเลือก “ผบ.ตร.คนใหม่” เชื่อว่า แคนดิเดตนายตำรวจทั้ง 4 นาย คงต่างเร่งโชว์ผลงานอย่างเต็มที่
แต่นาทีนี้ต้องยอมรับ “บี๊กราญ” ดูจะมีภาษีมากนายตำรวจท่านอื่น เพราะนอกจากแรงหนุนจาก “ผู้มากบารมี” การแสดงให้เห็นถึงจุดยืน ในระหว่างที่ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (ดีเอสไอ) พิจารณานำเรื่อง “ฮั้ว สว.” เข้าเป็นคดีพิเศษ อีกทั้งยังปรากฏตัวเคียงข้าง “หัวหน้ารัฐบาล” มาโดยตลอด
แต่ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญของ “พล.ต.อ.สำราญ” คือจะเกษียณอายุปี 2576 อายุราชการอีก 7 ปี ทำให้นรต.รุ่น 42-49 หมดโอกาสเติบโตขึ้นถึง “ผบ.ตร.” ได้
อีกเรื่องที่ยังมีปัญหาถกเถียงในบรรดาผู้ที่เคยร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันว่า การแต่งตั้งผบ.ตร.โดยให้คำนึงถึงความอาวุโส และความรู้ความสามารถประกอบกัน ควรให้น้ำหนักอาวุโสถึง 50% หรือไม่ และที่เหลือ คือประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม
จึงตอกย้ำให้เห็นว่า ตำแหน่งที่มีความสำคัญ และมีความหมายกับการบริหารบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น “แคนดิเดตสำคัญ” มากแค่ไหน แต่ในที่สุด เมื่อยังไม่มีประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็สามารถพลิกผันได้ตลอด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ถือเป็นตัวอย่าง ที่ทำให้ข้าราชการหลายคน ต้องศึกษาไว้เป็นบทเรียน ทุกอย่างจะชัดเจน เมื่อมีประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”





















