‘ปกรณ์’ลั่นรับไม่ได้‘คนสีกากี’เอี่ยวทุจริต เร่งชง 5 มาตรการป้องกันการโกงเข้าครม.

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


รองนายกรัฐมนตรีเผย 5 มาตรการป้องกันการทุจริตผ่านความเห็นชอบ ก.พ. แล้ว เตรียมเสนอ ครม. เร็วที่สุด พร้อมนั่งหัวโต๊ะสอบปมทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่นปี 2568 ย้ำในฐานะอดีตข้าราชการรับไม่ได้กับการโกงสอบ ลั่นใช้โอกาสนี้ “ล้างบ้าน” หากพบผิดดำเนินการเด็ดขาด

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 7 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้า 5 มาตรการป้องกันการทุจริต ว่า ขณะนี้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำเอกสารเพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

นายปกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะอดีตข้าราชการ เมื่อเห็นข่าวการทุจริตเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน โดยมีผู้สวมเครื่องแบบสีกากีเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนสอบ รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อว่าสังคมไม่อาจยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้ได้

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยจะเร่งตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเป็นลำดับแรก ก่อนขยายผลตรวจสอบภาพรวม ทั้งในส่วนของผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้าง และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง

นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรวบรวมข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียนจากทุกช่องทาง ก่อนนำมาประกอบการดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการฯ จะประชุมนัดแรกในวันที่ 8 ก.ค.นี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องการให้การตรวจสอบแล้วเสร็จโดยเร็ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการจะสามารถขยายผลการตรวจสอบนอกเหนือจากผลสอบของกระทรวงมหาดไทยที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะคณะกรรมการยังไม่ได้ประชุม แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหานี้เป็นที่พูดถึงมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่เคยได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

พร้อมระบุว่า “นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ล้างบ้านกันสักที บางที Early Retire อาจไม่จำเป็น ใช้วิธีไล่ออกน่าจะง่ายกว่า”

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบได้ข้อสรุปแล้ว หากพบการกระทำผิด จะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนการดำเนินการทางวินัยเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยในฐานะต้นสังกัด

สำหรับกรอบเวลาการทำงาน 30 วัน นายปกรณ์ กล่าวว่า จะต้องประเมินจากข้อมูลที่ได้รับ หากมีข้อมูลจำนวนมากจนไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ก็อาจจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลา พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันอีก

นายปกรณ์ ยังชี้แจงว่า การจัดสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นองค์กรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันจัดตั้งขึ้น ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ขณะที่ผู้ต้องรับผิดชอบหลักคือ กสถ. ในฐานะผู้อนุมัติการจัดสอบ พร้อมขอให้สังคมติดตามว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ในฐานะอดีตข้าราชการ ผมรับไม่ได้จริง ๆ เห็นแล้วรู้สึกผิดหวังอย่างหนัก น้ำตาแทบไหล” นายปกรณ์ กล่าว.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img