นายกรัฐมนตรีเผยความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ยืนยันมี 4 หน่วยงานหลักร่วมตรวจสอบ พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งในและนอกกระทรวงมหาดไทย หลังพบอาจมีบุคคลภายนอกเกี่ยวข้อง ย้ำไม่มีการแทรกแซงหรือประนีประนอมกับผู้กระทำผิด
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า จะมีการสั่งการให้กระทรวงอื่น ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีการสอบครูผู้ช่วย
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่นจะดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้มี 4 หน่วยงานหลักเข้ามาตรวจสอบ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้แจงแนวทางดำเนินการอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นอิสระ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประธาน ป.ป.ช. ได้เข้ามาเป็นประธานอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบด้วยตนเอง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการเรียกบุคคลที่คาดว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีผลต่อรูปคดีออกจากหน้าที่ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อให้กระบวนการมีความรอบคอบและรัดกุม
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อัยการสูงสุด และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมเป็นกรรมการ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ครอบคลุม เนื่องจากจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้เกี่ยวข้องอาจไม่ได้มีเพียงบุคลากรภายในกระทรวงมหาดไทย แต่ยังมีบุคคลภายนอก เช่น เอเจนต์และนายหน้า เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“เมื่อสักครู่ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายปกรณ์ ซึ่งรายงานว่า ผบ.ตร. จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้กระทำความผิด วันนี้ต้องถือว่าแข่งกันทำงาน ไม่มีทางวิ่ง ไม่มีทางประนีประนอม” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า อำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการตามกลไกของกฎหมาย และไม่มีฝ่ายใดสามารถเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงานของ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้.




















