หลัง ศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียว “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569” หรือ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
กระบวนการต่อจากนี้ หลัก ๆ ก็คือ สภาผู้แทนราษฎร จะต้องลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าว จากนั้นส่งต่อให้วุฒิสภา เห็นชอบเช่นกัน ซึ่งก็ไม่มีอะไรให้ต้องจับตา เพราะไม่มีอะไรพลิก สภาฯ และวุฒิสภาจะลงมติเห็นชอบด้วยมติท่วมท้น
ล่าสุด มีการส่งสัญญาณออกมาจากฝั่งรัฐบาลภูมิใจไทยแล้วว่า จะมีการขอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ในช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ เพื่อเร่งเห็นชอบพ.ร.ก.ดังกล่าว ให้ทันตามกรอบเวลา จะไม่รอจนถึงเปิดสมัยประชุมสภาฯ ปกติเดือนสิงหาคมแต่อย่างใด
อีกประเด็นที่ต้องติดตามต่อก็คือ การเบิกจ่าย-การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทในงบ 400,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินในส่วนการปรับโครงสร้างพลังงานในประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกฯ

ที่ถือเป็นเม็ดเงินก้อนโต ที่หลายฝ่ายจับตากันว่า รัฐบาลจะมีการใช้เงินในส่วนนี้อย่างไร จะมีความโปร่งใสหรือไม่ จะมีการยัดไส้ หาผลประโยชน์ใด ๆ จากงบในส่วนนี้หรือไม่ เพราะเป็นเงินกู้สองแสนล้านบาทที่อยู่ในพ.ร.ก.ที่ไม่มีการระบุรายละเอียดว่าจะนำไปใช้ทำอะไร แต่เป็นการให้ กระทรวง-หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำโครงการเข้ามาให้ “คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ” ที่มีหน้าที่กลั่นกรองโครงการที่เสนอขอใช้เงินกู้ และกำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
อันเป็นกรรมการชุดพิเศษ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า เงินสองแสนล้านบาทดังกล่าว จะมีการกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ หากโครงการไหนไม่เข้าหลักเกณฑ์ ก็จะไม่ผ่านการอนุมัติ
ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการทั้งจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานเศรษฐกิจ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ประกอบด้วย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นต้น
เงินสองแสนล้านบาทดังกล่าว ว่าไปแล้วก็เหมือน “เค้กก้อนใหญ่” ที่หากมีการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ กระบวนการอนุมัติการใช้เงินมีความหละหลวม มีรายการ “คุณขอมา” จากรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง เพื่อเอางบดังกล่าวไปใช้ เพื่อสร้างผลงาน และหากหวังผลประโยชน์แอบแฝงด้วย ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่เป็นข้าราชการประจำ จะกล้าทัดทาน จะต้านทานไหวหรือไม่
ที่ขณะนี้พบว่า ฝ่ายค้านก็รุกหนักในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ที่จะขอใช้เงินกู้สองแสนล้านบาทดังกล่าว เช่น การที่ พรรคประชาชน โดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า แผนงานการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยื่นขอใช้งบประมาณจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจไม่เข้าข่ายที่จะได้เงิน เพราะมีข้อมูลว่า ท้องถิ่นหลายแห่งส่งคำของบประมาณมากมายเต็มไปหมด เช่น ของบทำสนามกีฬาโซลาร์เซลล์ รถเก็บขยะอีวี เป็นต้น

ปรากฏว่า ผ่านไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” (สถ.) ที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ก็มีหนังสือ “ด่วนที่สุด” จาก “บุญประสงศ์ นวลสายย์” รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ลงนามในหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด
เรื่อง “ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าว โดยให้บันทึกข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (SOLA) ภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จากนั้นให้จังหวัดเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ พร้อมให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลผ่านระบบ SOLA และจัดส่งเอกสารพร้อมรายละเอียดโครงการมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อรวบรวมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ
“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าว เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนด จึงขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง พร้อมแจ้งจังหวัดดำเนินการแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทราบโดยทั่วกัน”
การที่ “สถ.-มหาดไทย” สั่งท้องถิ่นทั่วประเทศยกเลิกจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ภายใต้พ.ร.ก.ดังกล่าว เลยยิ่งตอกย้ำว่า กระบวนการให้แต่ละหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมถึงท้องถิ่น ทำเรื่องของบประมาณจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทยังมีช่องโหว่ ที่อาจทำให้การตั้งงบ-เบิกงบ-อนุมัติงบฯ ที่อาจนำไปสู่การเปิดช่องให้มีการทุจริตได้ตามที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกต
จึงยิ่งตอกย้ำให้ทุกฝ่ายต้องจับตามอง การใช้เงินกู้สี่แสนล้านบาทดังกล่าว หลังขณะนี้มีการเปิดเผยจากรัฐบาลว่ามีการใช้กันไปแล้วประมาณ 170,000 ล้านบาท เท่ากับยังเหลืออีกร่วม สองแสนกว่าล้านบาท โดยเฉพาะเงินในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน ที่ข่าวว่า หลายกระทรวงก็มีการทำเรื่องของบประมาณไปที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ กันแล้วหลายกระทรวง

“ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุถึงเรื่องนี้ว่า “การชิงด่วนยกเลิกโดยที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ทำให้ข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่ามีการยัดไส้ล็อกสเปกก็น่าจะมีความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าอาจมีเอกชนที่แต่งตัวมาเพื่อรับงานเหล่านี้ เราผิดพลาดไปแล้ว ในการที่กู้ 2 แสนล้านบาทนี้มาโดยที่ไม่มีเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร
ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปกับหน่วยราชการทั่วประเทศ ถ้ามีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่งตัวมารับงานนี้โดยเฉพาะ ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เต็ม ๆ หลายหมื่นล้าน ยังไม่ต้องพูดถึงโครงการอื่น ๆ อีกที่มีช่องทางทำกิน เพราะโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการซื้อของ ไม่ได้เป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่”
อย่างไรก็ตาม “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการอนุมัติเห็นชอบการใช้เงินในส่วนของงบเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสองแสนล้านบาทแต่อย่างใด แต่ระหว่างนี้แต่ละหน่วยงานเสนอเขียนแผนงานมาของบได้ แต่จะผ่านหรือไม่ผ่านก็อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรอง และการอนุมัติทางครม.จะเป็นผู้เห็นชอบ และยืนยันจะไม่ให้มีการล็อกสเปกใด ๆ
เรื่องนี้สุดท้ายจะกลายเป็นน้ำลดตอผุด มีการสอดไส้ งาบหัวคิว ทุจริตคอร์รัปชันอะไรหรือไม่ มีเครือข่ายสีน้ำเงินได้ประโยชน์จากเค้กก้อนนี้หรือไม่? ต้องติดตามกระบวนการพิจารณาอนุมัติงบ-อนุมัติโครงการจากคณะกรรมการกลั่นกรองและ ครม.
ซึ่งหากเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต่อให้มี “แบ็กอัพ” แข็งแรงขนาดไหน แต่ถ้ามีกลิ่นตุ ๆ เรื่องทุจริต ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน ก็ช่วยไม่ไหวเหมือนกัน จะบอกให้
……………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”




















