เข้าสู่ช่วง “เดดโซน” ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่นอกจากนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ยังนั่งควบ “รมว.มหาดไทย” อยู่ด้วย เลยกลายเป็น “ทุกขลาภ” เพราะคงไม่คาดคิดมาก่อนว่า จะมี ปัญหาทุจริตสอบเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น เกิดขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น” (สถ.) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย
และอย่างที่รับรู้ สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเปิดวันที่ 25 ส.ค.นี้ พรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน” (ปชน.) จะ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ว่ารัฐบาลจะทำงานยังไม่ถึง 1 ปี แต่มี “บาดแผลใหญ่” ที่รักษาไม่ดี อาจกลายเป็น “บาดทะยัก” ลุกลามบานปลาย จนทำให้ต้องมีอันเป็นไป ก่อนเวลาอันควร
ซึ่งแน่นอน 2 เรื่องใหญ่ที่ต้องถูกนำมาใช้ซักฟอกคือ “คดีโกงสอบท้องถิ่น” และ “คดีฮั้ว สว.” ซึ่งเรื่องหลัง แม้จะเกิดขึ้นในช่วงปี 67 แต่เนื่องจากมี แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าไปเกี่ยวข้อง โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่แต่เดิมมีข่าวออกมาว่า จะนัดลงมติใน “คดีฮั้ว สว.” วันที่ 28 ส.ค.69
แต่ล่าสุด…เหตุผลหลักที่ต้องมีการประชุมในวันที่ 28 ส.ค.นี้ เพราะเมื่อวันจันทร์ที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เดิมนัดประชุมคดีฮั้ว สว.กัน แต่ปรากฏว่า มี “กกต.บางท่าน” ติดภารกิจ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ จึงมีการเลื่อนให้มาประชุมเป็นวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.แทน และหากไม่มีอะไรผิดพลาด สัปดาห์ถัดไป หากสามารถวินิจฉัยชี้ขาดได้ ก็อาจจะมีการลงมติของ กกต.ทั้งคณะ…ก็เป็นไปได้
ทั้งนี้มีรายงานว่า จะกำหนดให้ กกต.แต่ละคน นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงานข้อซักถาม ข้อสังเกตของ กกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณา และให้เขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในที่ประชุม

ทั้งนี้ “กกต.” ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และมาด้วยกันได้มาซึ่ง สว คือ
1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
2.ผู้สมัครยินยอมให้ กก.บห. ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่
3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัว ในการเลือก สว.67 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่
4.มีการจัดทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่
7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของกกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล
สำหรับ “คดีฮั้ว สว.” ทาง คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 ที่มี “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมเป็นกรรมการนั้น มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และ กก.บห.เครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน
ขณะที่ในส่วนของ สำนักงาน กกต. โดย “ครรชิต เจริญอินทร์” รองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต. เมื่อได้รับสำนวน ก็มีความเห็นยืนตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26
จากนั้นต้องนำเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง แต่ “อิทธิพร บุญประคอง” ประธานกกต. (ในขณะนั้น) ได้สั่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมา เพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.68
ต่อมาในวันที่ 12 มี.ค.69 มีกระแสข่าวว่า คณะอนุฯชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เพื่อเสนอ กกต.ว่า “ควรยุติเรื่อง” เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด
สำหรับ ประธานคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 คือ “ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมคุมประพฤติ” ส่วนกรรมการประกอบด้วย “อนุชา จันทร์สุริยา” ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต., “อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, “นันทศักดิ์ พูลสุข” อดีตโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด, “เชาวนะ ไตรมาศ” อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, “ธัชสกล พรหมจมาศ” อดีตที่ปรึกษานายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี สมัยทำหน้าที่เป็น กกต.
มีการคาดหมาย บทสรุป “คดีฮั้ว สว.” จะออกมา 3 แนวทาง คือ 1.ยกคำร้องทั้งหมด 2.ชี้มูลความผิดบางบุคคล และ 3.สั่งฟ้องทั้งหมด โดยส่งสำนวนไปที่ศาลฎีกา
แต่พอมีรายงานว่า กกต.จะลงมติ ผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล นั่นหมายความว่า หนทางที่จะยกคำร้องทั้งหมด คงไม่น่าเป็นไปได้ อยู่ที่จะชี้มูลความผิดจำนวนกี่คน อีกทั้งการออกมาชี้ขาดสำนวน “ฮั้ว สว.” ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย่อมมีผลต่อการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน หากไม่มีแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ติดร่างแหไป น้ำหนักในการอภิปราย คงก็พุ่งเป้าไปที่ กกต. แต่ถ้าหากมีแกนนำพรรค ภท. โดนชี้มูลความผิด นอกจากจะมีปัญหาในข้อกฎหมาย พรรคฝ่ายค้านคงหาช่องทางเอาผิด “พรรคสีน้ำเงิน” เพราะรัฐธรรมนูญ (รธน.) มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้พรรคการเมืองยุ่งเกี่ยว กับการเลือก สว. และหากพบว่า มีแกนนำพรรคเข้าไปยุ่งเกี่ยว สถานการณ์อาจลุกลามไปถึงพรรค ภท. อาจถูกยื่นคำร้องให้ยุบพรรค
ที่น่าสังเกตุเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผา่านมา เฟซบุ๊ก “ไอลอว์” ของ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้ออกมาเปิดเผย 229 รายชื่อของผู้ถูกกล่าวหาใน “คดีโกงเลือก สว.” โดยมีผู้เกี่ยวข้องที่ เป็น สว. 138 คน
และมี รัฐมนตรีจากพรรค ภท. 13 คน และ สส.พรรค ภท. 17 คน อันมีชื่อบุคคลสำคัญ อาทิ…
1.“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และหัวหน้าพรรค ภท.
2.“สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล” รองหัวหน้าพรรค ภท.
3.“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รมช.คมนาคม สส.ศรีสะเกษ เขต 1 และรองหัวหน้าพรรค ภท.
4.“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สส.บัญชีรายชื่อพรรค ภท.ลำดับที่ 2 และเลขาธิการพรรค ภท.
5.“เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย สส.อุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรค ภท.
6.“พิมพฤดา ตันจรารักษ์” สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรค ภท.
7.“ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์” รมช.คมนาคม สส.พิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรค ภท.
8.“ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เลขาธิการนายกฯ และนายทะเบียนสมาชิกพรรค ภท.
9.“ศุภมาส อิศรภักดี” รมต.ประจำสำนักนายกฯ และเหรัญญิกพรรค ภท.
10.“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง เขต 2 แล ะกก.บห.พรรค ภท.
11.“วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย สส.สตูล เขต 2 และ กก.บห.พรรค ภท.
12.“ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. และ กก.บห.พรรค ภท.
13.“ธนยศ ทิมสุวรรณ” สส.เลย เขต 3 และ กก.บห.พรรค ภท.
14.“จักรกฤษณ์ ทองศรี” สส.บุรีรัมย์ เขต 10 และ กก.บห.พรรค ภท.
15.“กิตติ กิตติธรกุล” สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และ กก.บห.พรรค ภท.
16.“ภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกฯ
17.“พิชัย ชมภูพล” สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรค ภท.
18.“สุขสำรวย วันทนียกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.อำนาจเจริญ เขต 1
19.“ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.อ่างทอง เขต 1
20.“แนน บุณย์ธิดา สมชัย” รมช.ดีอี สส.อุบลราชธานี เขต 8 และโฆษกพรรค ภท.
21.“สมเจตน์ ลิมปะพันธ์” สส.สุโขทัย เขต 4 พรรค ภท.
ต้องยอมรับว่า บรรดา “แกนนำพรรค ภท.” ที่มีชื่อติดอยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ล้วนมีบทบาทสำคัญในพรรค และในรัฐบาลชุดปัจจุบัน หากถูกชี้มูลความผิด ย่อมส่งผลกระทบทางการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล

ด้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกฯและหัวหน้าพรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านฯ ยืนยันว่า เรื่องการฮั้วเลือก สว. จะเป็นหนึ่งในประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า “พูดชัดเจนไปแล้ว ว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับวุฒิสภา ซึ่งเรื่องฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่เขามีข้อสงสัย ถึงที่มาของวุฒิสมาชิก ในเมื่อรัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นคนละสถาบันกัน เพราะวุฒิสภาอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เราจึงไม่ก้าวก่ายกันอยู่แล้ว เช่นกันกับฝ่ายตุลาการ ทั้ง 3 เป็นเสาหลักของประเทศ ไม่สามารถไปก้าวก่าย ก้าวล่วง หรือว่าไปกำหนดใด ๆ ข้ามเสาได้”
นายกฯ อนุทิน กล่าวอีกว่า คำว่า “ฮั้วเลือก สว.” เป็นเจตนารมณ์ของผู้ที่ต้องการจะกล่าวให้ร้ายกระบวนการนี้ ถ้ามีการฮั้วเลือก สว.จริง เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ไม่ได้เกี่ยวข้องรัฐบาล เข้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ และรัฐมนตรีแต่ละคนได้รับการพิจารณา ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีการถวายสัตย์ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนที่จะมาบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นส่วนที่ตอบได้ ก็ตอบ ส่วนที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปตอบ ยืนยันว่า เรื่องฮั้วเลือก สว.ไม่มีอะไรต้องความกังวล เพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล หากการบริหารในภาพรวม ตนก็ยินดีที่จะตอบเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับประชาชน
ส่วน “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ซึ่งถูกระบุว่า คนใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับฮั้ว สว. ได้ให้ความเห็นถึงถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นการทำงานของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลพร้อมถูกตรวจสอบ ในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเป็นหลัก”
เมื่อถามว่า หากมีการอภิปรายเรื่องฮั้วเลือก สว. ถือว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ “ทรงศักดิ์” กล่าวว่า “ถ้าเป็นรัฐบาล ที่มาของรัฐบาลมาจาก สส.เสียงข้างมาก มาจัดตั้งรัฐบาล หากดูตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (รธน.) ยังไม่เห็นว่า สว.จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของรัฐบาล ของนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจะอภิปรายเรื่อง สว.ก็แล้วแต่ความเห็นของสภาฯ โดยเฉพาะประธานสภาฯที่จะต้องเป็นผู้ตรวจญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าจะบรรจุระเบียบวาระได้หรือไม่”
จับท่าทีของแกนนำพรรค ภท. มีความชัดเจนคือ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ “ฮั้ว สว.” ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้อง จะไม่ตอบหรือชี้แจงใด ๆ หรือโยนให้เป็นหน้าที่ของ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจว่า จะให้มีการอภิปรายเรื่องนี้หรือไม่ หากไม่ให้มีการอภิปราย โดยอาจให้เหตุผลว่า การเลือกตั้ง สว.เกิดขึ้นเมื่อปี 67 เป็นช่วงที่ “พรรค ภท.” ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
อย่าลืมว่า “โสภณ ซารัมย์” ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสของพรรคสีน้ำเงิน อาจใช้ดุลพินิจไม่ยอมให้บรรจุวาระเรื่อง “ฮั้ว สว.” โดยอ้างระเบียบข้อบังคับ แต่หาก “กกต.” มีบทสรุปในระยะเวลาอันใกล้ ก็ย่อมองรอผลสรุปออกมาให้ชัดเจนเสียก่อน

ด้าน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส. บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำหลักฐานในสำนวน มาเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ออกมาระบุว่า “หาก กกต. ยกคำร้องหรือไม่สั่งฟ้องคนที่หลักฐานชัด พรรคจะยื่นดำเนินคดีกับ กกต. และพยายามหาวิธีช่องทางกฎหมาย เพื่อทำให้หลักฐานทั้งหมด ที่ถูกนำเสนอต่อสังคม และอยู่ในสำนวนของ กกต. ไปถึงศาลฎีกาให้ได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค พยายามหาช่องทาง หาก กกต.ไม่ทำหน้าที่ และในช่วงเปิดสมัยประชุมพรรคประชาชนเตรียมยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนหรือผู้เสียหาย ผู้สมัครสว.สำรอง ยื่นคำร้องโดยตรงไปยังศาลโดยตรงหาก กกต. ไม่สั่งฟ้อง ทั้งนี้หวังว่า กกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา”
ส่วน “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ประกาศมาตรการตรวจสอบ กกต. โดยเรียกร้องให้ดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องสงสัยจำนวน 229 คนในคดีข้อครหาการฮั้วเลือก สว. ภายในสิ้นเดือนส.ค.นี้ พร้อมระบุว่า “หาก กกต. มีมติไม่สั่งฟ้องหรือละเว้นบุคคลใด จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลในสำนวนคดีสืบสวนสอบสวนต่อสาธารณชน”
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “พรรค ภท.” ถูกยกให้เป็นตัวแทน “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” และมักมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “ผู้มากบารมี” คอยให้การสนับสนุน แม้กระทั่งเรื่องของ “สว.” ก็เหมือนมีสัญญาณบางอย่าง ดังนั้นบทสรุปที่เกิดขึ้น ในคดีที่ กกต.กำลังจะตัดสิน อาจไม่จบอย่างที่บางคนคาดเดาไว้
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















