ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ที่ “น.ส.มีนา คอนโด่ะ” แอร์โฮสเตสการบินไทย ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย หลังรับจ้างหิ้วพัสดุ เป็น “กระเป๋าช้างซุกเฮโรอีน” ไปส่งให้ลูกค้าในประเทศออสเตรเลีย
แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า “ตัวเเอร์มีนา” จะมีส่วนรู้เห็นกับขบวนการมากน้อยแค่ไหน แต่วันนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย มีการขยายผลจับตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องแล้วหลายราย
เริ่มจากเบาะแสแรก คือ “มีนา” สาวลูกครึ่งญี่ปุ่น พื้นเพเป็นคนพะเยา มีแชตการติดต่อว่าจ้าง จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อว่า “Rose Rose” ให้ช่วยขนกระเป๋าผ้าลายช้าง ที่แอบซุกซ่อนเฮโรอีนเอาไว้ ไปส่งที่ออสเตรเลีย ด้วยเงินค่าจ้างเพียง 3,400 บาท โดยรับคำสั่งจาก “Rose Rose” ให้นำกระเป๋าผ้า มาส่งให้หญิงชาวไทยในออสเตรเลีย ที่ชื่อว่า “เดียร์”

ส่วนตัวละครสำคัญต่อมา ที่ตำรวจเปิดเกมจับกุมตัวได้นั่นคือ ผู้ส่งพัสดุซุกยาเสพติดให้แอร์มีนา คือ “นายอุทัย” โดยเจ้าตัวได้ว่าจ้าง “นายเป้” คนขับรถรับจ้างผ่านแอปฯ ไปส่งพัสดุให้แอร์มีนา ที่คอนโดฯย่านบางนา และไปส่งพัสดุอีกกล่อง ที่ซอยเสือใหญ่
“ตัวนายเป้” พบว่า เป็นอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจที่ถูกไล่ออก และไปพัวพันกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด เพิ่งพ้นคุกออกมาไม่นาน ให้การรับสารภาพ อ้างว่า นายอุทัยเป็นลูกค้า ที่ว่าจ้างให้ขับรถมาส่งของในกรุงเทพด้วยกันเท่านั้น ตัวเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มนี้
ตำรวจขยายผลตรวจสอบโทรศัพท์นายอุทัย พบแชตการติดต่อส่งมอบยาเสพติด กับผู้ใช้ไลน์ชื่อว่า “รินริน” และต้องเดินทางไปรับกระเป๋าซุกเฮโรอีนมาจาก เชียงคำ จ.พะเยา ก่อนจะนั่งรถ บขส. มาลงที่อยุธยา และว่าจ้างนายเป้ ให้ไปส่งของในกรุงเทพ ได้ค่าจ้างครั้งละ 6 หมื่นบาท ทำมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง
ขณะที่ตำรวจตามล่าตัว “รินริน” ที่เชื่อว่าเป็น “หัวขบวน” แก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตำรวจได้จับตัว “นายนันทวัฒน์” ที่เป็นเครือญาติของนายอุทัย เป็นผู้นำกระเป๋าช้างซุกยาเสพติด ที่พัสดุถูกตีกลับจากซอยเสือใหญ่ ส่งกลับไปห้องพักของนายอุทัยที่อยุธยา ไปทำลาย
กระทั่งต่อมา ตำรวจขยายผลจับกุม “รินริน” หรือ นายเอกวิทย์ หนุ่มชาว อ.เชียงคำ จ.พะเยา ผู้ว่าจ้างนายอุทัย ในการนัดให้มารับกระเป๋าซุกซ่อนเฮโรอีน และว่าจ้าง “แอร์ มีนา” เพื่อรับจ้างหิ้วกระเป๋าผ้าลายช้าง
ทั้งนี้ ตำรวจพบความเชื่อมโยงนายเอกวิทย์ กับบุคคลที่ใช้นามแฝงว่า “Rose Rose” ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้ไปจัดหาซื้อกระเป๋าผ้าลายช้าง ไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ จากนั้น “Rose Rose” จะส่งคน มารับกระเป๋าดังกล่าว เพื่อนำไปบรรจุซุกซ่อนเฮโรอีน เพื่อให้คนมารับจ้างไปส่งต่อ โดยนายเอกวิทย์ได้ค่าจ้าง ครั้งละ 100,000 บาท อ้างว่าทำมาแล้ว 2-3 ครั้ง
สุดท้าย เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า “Rose Rose” ที่แท้เป็นญาติกับนายเอกวิทย์ ชื่อว่า “จันทรา” หรือ “ดา” เป็นชาวแม่สรวย จ.เชียงราย มีสามีคือนายวีรวัฒน์ หรือ “ติ๊ก” หรือ “ตั๊ก” ที่ถูกดำเนินคดีสบคบค้ายาเสพติด ถูกยึดทรัพย์สินจำนวนมาก ช่วงปี 2558-2559 ต่อมาศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต โดยล่าสุด นายวีรวัฒน์ถูกย้ายไปจองจำที่เรือนจำใน จ.สงขลา

นายวีรวัฒน์ สามีของน.ส.จันทรา เป็นน้องชายของ นายวีระ หมื่นจะดา ผู้ต้องหาสำคัญหลบหนีหมายจับนานกว่า 10 ปี และ นายวีระ เป็นลูกเขยของ “พันเอกจะลอโบ่” ผู้นำกองกําลังชาวมูเซอในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเครือข่ายมักลักลอบนําเข้ายาเสพติดยาบ้า และเฮโรอีน ผ่านทางพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
ปัจจุบัน น.ส.จันทรา หลบออกทางช่องทางธรรมชาติ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ไปอยู่กับนายวีระ พี่ชายของสามี ซึ่งมีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์คอยดูแล และล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับเธอ พร้อมกับกลุ่มผู้สั่งการระดับบอสชาวลาว อีก 3 ราย
แม้ตอนนี้ เจ้าหน้าที่จะขยายผล จับกุมเครือข่ายขบวนการลักลอบค้าเฮโรอีนข้ามชาติรายใหญ่ได้หลายราย แต่ความหวังที่ “แอร์มีนา” จะรอดพ้นการถูกดำเนินคดี ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้เธอจะมีเจตนาที่ชัดเจน ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลีย ว่ารับจ้างขนกระเป๋าผ้าลายช้างเข้าประเทศ รวมทั้งยินดีให้ตรวจสอบ จนกระทั่งพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่
“อัยการ” ชี้ทางรอด “แอร์มีนา” ต้องสาวให้ถึงหัวขบวนแก๊งค้ายา
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามแหล่งข่าวจากอัยการ ถึงความเป็นไปได้ว่า “แอร์มีนา” มีโอกาสจะรอดพ้นการถูกดำเนินคดี ที่จะมีการพิจารณาในเดือนกันยายนนี้ มาก-น้อยแค่ไหน ทางอัยการให้ความเห็นว่า “คดีนี้ถือเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร เนื่องจากถูกจับกุมเมื่อลงจากเครื่องบินเข้าสู่แผ่นดินออสเตรเลียแล้ว จึงถือเป็นความผิดตามกฎหมายออสเตรเลีย” ในคดีนี้หากเป็นกฎหมายไทยโทษคือจำคุกตลอดชีวิต
ส่วนกฎหมายออสเตรเลียจะพิจารณาตามพฤติกรรมว่าร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษสถานเบาได้ หากพิสูจน์ได้ว่า กระทำไปโดยไม่มีเจตนา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และถูกหลอกจริง
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ “ผู้ต้องหา” ควรให้ข้อมูลตามความจริง เพราะหากเป็นประโยชน์ต่อการจับกุม “ตัวการใหญ่” จะเป็นทางเดียวที่จะช่วยบรรเทาโทษให้เบาลงได้ และหากสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ถูกหลอกจริง” และไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด ศาลออสเตรเลียมีแนวโน้มที่จะพิจารณาติดสินให้ได้รับโทษสถานเบา
แต่แม้จะถูกหลอก อัยการท่านนี้มองว่า อาจจะไม่ถึงขั้นพ้นผิด เนื่องจากผู้ต้องหามีอายุ 26 ปี และมีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งมีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กที่อาจจะพ้นผิดได้หากถูกพ่อแม่หลอกให้ถือของ ศาลจะพิจารณาว่า บุคคลในระดับอาชีพนี้ควรจะมีความรู้และระมัดระวังตัวเพียงพอหรือไม่
ดังนั้นสิ่งสำคัญหลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงคำบอกเล่าลอย ๆ แต่ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนจะแจ้ง พิสูจน์ให้เห็นเจตนาที่แท้จริง และความสำนึกผิด ในการกระทำอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สิ่งที่จะช่วยให้ศาลตัดสินเบาลงได้คือ การให้ความร่วมมือกับทางการ
หาก “ผู้ต้องหา” ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จนนำไปสู่การจับกุม “ตัวการใหญ่ในไทย” ข้อมูลนี้สามารถส่งผ่านอัยการและกระทรวงต่างประเทศไปยังศาลออสเตรเลีย เพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ นอกจากนั้นหากศาลออสเตรเลียมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว “ผู้กระทำผิด” ก็สามารถทำเรื่องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอกลับมารับโทษที่ประเทศไทยได้อีกด้วย
…………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram




















