“ชัชชาติ”เล็งถกปรับโซนนิ่งสถานบริการ สั่งตรวจเข้ม“สถานประกอบการ”ทั่วกทม.

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ผู้ว่าฯกทม. เผยสั่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน พร้อมตรวจเข้มสถานประกอบการทั่วกรุง ใช้มาตรฐานเดียวกับสถานบริการ เร่งรวบรวมร้านเปิดเกินเวลาส่งปลัดทุกเดือน เตรียมหารือปมปรับโซนนิ่งสถานบันเทิง

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ณ บริเวณหน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงการแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครว่า เดิมได้เรียนเชิญ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่ภายหลังได้รับแจ้งว่าไม่ประสงค์รับตำแหน่ง จึงเคารพการตัดสินใจของท่าน โดยยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งหรือปัญหาใด ๆ และนายจักกพันธุ์ยังคงให้คำปรึกษาแก่กรุงเทพมหานครได้ตามโอกาส ทั้งนี้ จึงได้แต่งตั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก เป็นประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแทน

ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอีก 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บรวม 75 ราย โดยกลับบ้านแล้ว 36 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ก.ค. 69 เวลา 09.30 น.) สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อทบทวนข้อบกพร่องและแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน รวมถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ในส่วนที่ กทม. รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาเปิดการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ (13 ก.ค. 69) ได้มีการพูดคุยหารือร่วมกันในเบื้องต้นถึงแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายสถานบริการ กฎหมายควบคุมอาคาร และการทบทวนแนวทางด้านโซนนิ่ง เนื่องจากอาคารที่เกิดเหตุได้รับอนุญาตในฐานะร้านอาหาร ไม่ใช่สถานบริการ จึงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ความปลอดภัยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องวัสดุตกแต่งลามไฟหรือโฟมซับเสียงที่กฎหมายหลักไม่ได้บังคับใช้กับร้านอาหาร

กทม. จึงได้มีคำสั่งให้ทุกสำนักงานเขตตรวจเชิงรุกสถานประกอบการในพื้นที่ โดยจะปรับปรุงรายการตรวจสอบ (Checklist) ให้เข้มงวดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อาทิ เพิ่มรายการตรวจสอบวัสดุตกแต่งที่ลามไฟ เพื่อความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย

สำหรับ ประเด็นเรื่องโซนนิ่ง (Zoning) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการไว้เพียง 3 จุดหลัก ทำให้สถานประกอบการรุ่นใหม่ขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทนสถานบริการ ส่งผลให้ใช้กฎหมายคนละฉบับ กทม. จึงเตรียมทำเรื่องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อปรับปรุงโซนนิ่งและกฎหมายร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ถามถึงเรื่องความแตกต่างของ สถานบริการ และสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ แตกต่างกันอย่างไร

นายชัชชาติกล่าวว่า สถานบริการเปิดได้ในเฉพาะโซนนิ่ง มี 3 โซน คือ ย่านพัฒน์พงษ์,รัชดาภิเษก และเพชรบุรีตัดใหม่ RCA 3 สถานบริการจะมีกฎหมายละเอียดเลย จะมีกฎหมายที่เข้มข้นมาก แต่ถ้าเกิดเป็นสถานประกอบการอื่น สามารถขอเป็นสถานบริการได้เพราะว่าอยู่นอกโซนนิ่ง ก็จะขอเป็นร้านอาหาร สถานเก็บวัสดุอันตราย และมีสถานเล่นดนตรี

“ข้อแตกต่างคือ สถานที่เปิดได้ถึงเที่ยงคืน การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเล่นดนตรี แต่ถ้าเป็นร้านอาหารเปิดได้ถึง 24 ชั่วโมง รูปแบบคือหลังเที่ยงคืนจะต้องไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้ว่าพฤติกรรมคล้ายๆ กัน แต่ชื่อเรียกไม่เหมือนกัน กฎหมายความเข้มข้นแตกต่างกันเยอะเรื่องความปลอดภัย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ตอนนี้กฎหมาย อำนาจที่อยู่ในมือไม่สามารถที่จะไปจัดการร้านประเภทเหล่านี้ที่อยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งกับ พ.ร.บ.สถานบริการ ได้ นายชัชชาติกล่าวว่า ถ้าใช้สถานบริการเราทำไม่ได้ ต้องหาอำนาจอื่นที่เกี่ยวข้อง เลยสั่งการให้ท่านรองฯ ทวิดา ไปหาอำนาจอื่นที่เรามี ไปควานหามาให้ได้เชื่อว่าต้องมี สิ่งที่เราเอาไปบังคับใช้ แต่ไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.สถานบริการ เพราะว่าอยู่นอกโซนนิ่ง ต้องใช้ พ.ร.บ.ตัวอื่นที่เรามีอำนาจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สามารถสั่งปิดได้หรือไม่ ถ้ารู้สึกว่ากิจการหรือร้านดังกล่าว เปิดเป็นลักษณะของสถานบริการมากกว่านายชัชชาติกล่าวว่า ต้องสั่งปิดให้ได้ ต้องหาทางปิดให้ได้ถ้าเกิดมีความเสี่ยง“ต้องหากรอบอำนาจที่เรามี อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้โดยตรงต้องหาตัวอื่น หรือถ้ามีวิธีการประกาศเตือน ติดป้ายต่างๆ ผมมองว่าเราต้องเอาให้จริงจัง” นายชัชชาติกล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img