“เลขาฯ สภา” ชี้แจงกรณีเลิกขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว. 20% ยันเป็นดำริ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ เหตุไม่สอดคล้องบริบทการเงินประเทศ พร้อมสั่งสกรีนเข้มคณะทำงาน สกัดคนแอบอ้างตำแหน่งทำสภาเสื่อมเสีย
วันที่ 15 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึง ระเบียบรัฐสภายกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ช่วย สส.สว.และ ผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะทำงานทางการเมืองว่าช่วงเดือนมีนาคมปี 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มเงินค่าตอบแทนให้แก่ผู้ช่วยของ สส.และ สว.และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ ของ สส.และ สว.และคณะทำงานทางการเมืองของประธาน รองประธาน และผู้นำฝ่าย โดยให้ระเบียบนี้มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายศิโรจน์ กล่าวว่า เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ มีดำริว่าการขึ้นเงินค่าตอบแทนให้ผู้ช่วย สส.สว.คณะทำงานทางการเมือง และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการต่างๆ ยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเงินของประเทศไทย ประกอบกับปัจจัยต่างๆ จึงขอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบในการเพิ่มค่าตอบแทนออกไปก่อน ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาจึงได้เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบตัวเพิ่มเงินค่าตอบแทน ดังนั้นในปีงบประมาณประจำปี 2570 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีการของบประมาณในส่วนนี้
เมื่อถามว่าการยกเลิกค่าตอบแทนไม่ได้หมายความว่ายกเลิกผู้ช่วย สส.และ สว.นั้นนายศิโรจน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้เป็นเพียงการเพิ่มค่าตอบแทน
เมื่อถามว่าค่าตอบแทนนี้หากคิดเป็นงบประมาณจำนวนเท่าไหร่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า หากเพิ่มค่าตอบแทนได้จะคิดเป็น 20% ของค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่เดิม เช่น ผู้ช่วยและ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.ขณะนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ 15,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทน ที่ 24,000 บาท
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตต่อระเบียบดังกล่าวว่าออกมาในช่วงที่มีบุคคลบางคนมีการอ้างอิงต่อการเป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่งในสภานั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งเกิดก่อนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และไม่มีนัยยะในเรื่องดังกล่าวเสียงใด
เมื่อถามว่าขณะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเรื่องการใช้ตำแหน่งในสภา ในการแอบอ้างอย่างไรหรือไม่นั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เน้นย้ำโดยเฉพาะในตำแหน่งคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภา รองประธานสภา ว่าต้องตรวจสอบโดยละเอียด อย่าให้บุคคลดังกล่าวมีประวัติที่ไม่ดีและส่งผลมาถึงการทำงานและภาพลักษณ์ของสภา



















