เดือดคาสภา! ประธานฯ โสภณ แจงยิบปมเซ็นตั้งกรรมการสอบคดีศักดิ์สยาม ลั่นไม่ได้ดึงเช็งแต่ต้องรอบคอบ สวนกลับสื่อปมฟอกขาวทำคนทะเลาะกัน แซะเจ็บ สส. ยุคนี้เรื่องจบในห้องไม่ชอบ แต่ชอบไปจบที่โต๊ะแถลงข่าว
วันที่16 ก.ค.2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีฝ่ายค้าน ทวงถามความคืบหน้ารื่องจะส่ง คำร้องที่ฝ่ายค้านร้องป.ป.ช.กรณีคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ต่อไปยังศาลฎีกา เมื่อไหร่ ว่า ช่วงวันที่ตนเริ่มดูรายละเอียดต่างๆ ตนได้คำตอบคือกฎหมายให้ตนใช้ดุลพินิจ ตนก็ไปดู ในอดีตที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสภาฯ หลายเคส หลายประธาน ตนไม่เอ่ยชื่อท่าน ก็ใช้วิธีตั้งคณะกรรมการ ทุกท่านใช้วิธีตั้งคณะกรรมการหมด โดยถ้าจะให้ตนใช้ดุลพินิจ ตนก็ยอมรับว่า ความรอบคอบ ความรอบรู้กฎหมายอะไรต่างๆ มันไม่พอ เหมือนกับท่านอื่น ตนก็ใช้วิธีตั้งคณะกรรมการ โดยในสัปดาห์ช่วงก่อนปิดสมัยประชุม ตนก็ทาบทาม ซึ่งเมื่อวานนี้(15ก.ค.) ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการในเรื่องนี้ซึ่งเป็นคนนอก และคนในนี้แค่2 ท่าน ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ฉะนั้น คณะกรรมการชุดนี้ก็จะให้ความเห็นตน ในการที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร คือคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ตนไม่ได้ยื้อเวลาเลย เพราะไม่มีเหตุผลที่ต้องยื้อ แต่เหตุผลคือ จากคำว่าใช้ดุลพินิจ จะใช้อย่างไร ตนก็ไปดูอดีตที่ผ่านมาว่าทำอย่างไร
เมื่อถามว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมานั้น มีการกำหนดกรอบเวลาตรวจสอบไหม ว่าเท่าไหร่ นายโสภณ ตอบว่า ไม่ได้กำหนดไว้ครับ ตามสมควร เขาทำเร็วก็เร็วนะครับ ตนเรียนว่า ถ้ากระบวนการแนวคิดบางเรื่องมันเป็นตามกลไกกฎหมาย ฉะนั้น กลไกกฎหมาย ความเห็นมันต่างกันได้ แต่ต้องหาข้อสรุปโดยหลักกฎหมายก็คือตัวบทกฎหมายที่จะนำมาพิจารณา ตนก็ว่า คณะกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และก็เป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ ท่านไม่เอาเกียรติยศ ของท่านมาทำเล่น เมื่อถามอีกว่า กระบวนการอาจจะมีคนตั้งข้อสังเกตุว่า จะเป็นการฟอกขาว ท้ายที่สุดหากไม่ส่งเรื่องไปถึงศาลฎีกาฯ นายโสภณ ตอบว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไรว่า คณะกรรมการ เขาจะใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วจะมาบอกว่าฟาอกขาว ก็อย่างที่บอก ว่า เป็นไปตามข้อกฎหมาย
“ส่วนคนจะฟอกขาวหรือไม่ก็ดูที่เขาจะตัดสินอย่างไร ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ที่ทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ถ้า นั่นแหละ ถ้าเป็นแบบนี้ มันถึงทะเลาะกัน เชิญครับ เรื่องนี้ผ่านเชิญเรื่องอื่น” นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า มีการสอบถามเรื่องการทำหน้าที่ของประธานกับฝ่ายค้าน เรื่องของความเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องความเป็นกลาง ตนก็ว่า ตนเป็นกลางที่สุดแล้ว เพราะว่า ฝ่ายรัฐบาลเขากล่าวหาว่า ตนมาเป็นกลาง คุณดูการประท้วงไหม ความไม่เป็นกลางมากล่าวหาลอย ๆ ใครก็พูดได้ ถ้าตนจะตัดสินเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตนต้องสร้างศัตรูอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายค้านยังเคยชมตนเลยเวลาวินิจฉัยถูกใจ ไปเปิดคลิปดูได้ ว่าตนบอกไม่ต้องชม คือถ้าวินิจฉัยถูกใจก็ว่าตนดี ชอบ ชม ฉะนั้น ตนเลือกวิธีใช้ข้อบังคบเป็นหลัก เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วก็ต้องจบ ตนอยู่สภาฯตั้งแต่ปี2544 เรื่องในสภาฯจบแล้วคือจบในห้องประชุม แต่หลังๆมานี้ไปจบที่การแถลงข่าว ฉะนั้น ก็แล้วแต่ ตนยึดข้อบังคับ คนชอบก็บอกว่าตนเป็นกลาง คนไม่ชอบตนทำอย่างไรก็บอกว่า ตนไม่เป็นกลาง ฉะนั้น ตนจึงไม่จำเป็นต้องบอกว่า เป็นกลางแล้วหรือไม่เป็นกลางแต่ตนยึดข้อบังคับ



















