มติ”บอร์ดประชารัฐ” ปรับเงื่อนไขบัตรบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คืนสิทธิรถ 15-20 ปีและนักเรียนสกร. เผยสรุปยื่นอุทธรณ์ 3.4 ล้านราย 40% เป็นการยื่นอุทธรณ์เกี่ยวกับรถ เตรียมเสนอครม.และประกาศผล 30ก.ย.นี้
เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ว่า ที่ประชุมฯ เห็นชอบให้มีการปรับเงื่อนไขในการคัดกรองสิทธิผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยไม่ใช่การเปลี่ยนหรือยกเลิกเกณฑ์แต่อย่างใด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและตรงกับความเดือดร้อนของประชาชนอย่างที่สุด โดยยืนยันว่ากระบวนการพิจารณาทบทวนสิทธิหลังจากมีการปรับเงื่อนไขครั้งนี้ ฝ่ายปกครองของกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ลงไปดำเนินการ ผ่านการประสานข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นประชาชนที่ต้องการขอทบทวนสิทธิไม่จำเป็นต้องเดินทางมาชี้แจงข้อมูล
ทั้งนี้ มีการปรับใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ประเด็นเรื่องเกณฑ์คัดกรองเรื่องรถ ทั้งรถยนต์และรถจักรยนต์ หลังจากที่มีประชาชนขอทบทวนสิทธิในกรณีการโอนลอย รถสิ้นสภาพ หรือมีการแจ้งว่าถูกสวมสิทธิ โดยหลังจากนี้จะมีการปรับเพิ่มเงื่อนไขว่าหากผู้ขอทบทวนสิทธิแจ้งยืนยันว่ารถที่ครองครอบอยู่มีการโอนลอยไปแล้ว สิ้นภาพไปแล้ว หรือถูกสวมสิทธิ จะดำเนินการคืนสิทธิให้กลุ่มนี้ เนื่องจากมองว่าทั้ง 3 กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทราบได้ก่อนที่จะมีการประมวลผล หรือดำเนินการคัดกรอง
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลอีกชุด ที่ระบุว่าใน 3 กรณีดังกล่าว กว่า 80% มักจะเกิดขึ้นกับรถที่มีอายุมาก โดยรถยนต์อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะที่รถจักรยานยนต์ อายุ 15 ปีขึ้นไป ดังนั้นก็จะมีการระบุเพิ่มในเงื่อนไขว่า หากเป็นกรณีรถที่มีอายุตั้งแต่ 15-20 ปีขึ้นไป ก็จะมีการยกเว้นให้ และกรมการขนส่งทางบกจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือดูแลในการปรับทะเบียนให้ถูกต้องกับความเป็นจริง
“มีอีกชุดข้อมูลที่พบว่ามีผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ปี 2561 และมาจดทะเบียนรถใหม่ หรือรถมือสอง กว่า 2.5 ล้านราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้คนที่ได้รับบัตรรายเดิมอาจจะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการซื้อรถใหม่ กลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์การคัดกรองปกติ” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
2. ข้อกังวลกรณีการเป็นนักเรียน นักศึกษาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรืออาชีวนอกระบบนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วว่าจะยกเว้นให้กลุ่มนี้ให้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยเช่นกัน แต่ก็จะต้องมีการพิจารณาตามเกณฑ์อื่น เช่น เกณฑ์รายได้ที่ต้องไม่เกิน 1 แสนบาทด้วย หากเกินที่กำหนดก็จะต้องถูกตัดสิทธิ
3. กรณีมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีชื่อเป็นกรรมการหรือหุ้นส่วน ในบริษัทที่มีการจัดตั้งตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเรื่องต่าง ๆ ของชุมชน ทั้งวิสาหกิจชุมชน บริษัทปราะชารัฐรักสามัคคี หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม จะมีการพิจารณาคืนสิทธิให้หลังจากตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว เพราะถือว่าเป็นตัวแทนชุมชน ที่อาจมีสถานะไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่ไปทำประโยชน์เพื่อสังคม และชุมชน
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาทบทวนสิทธิคืนให้ คือ กรณีมีบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งอาจจะเปิดไว้โดยไม่ได้มีการซื้อขายเป็นเวลานาน หรืออาจจะเปิดจากการได้รับคำแนะนำแต่ไม่ได้มีความสนใจจะซื้อขาย หรือบัญชีหลักทรัพย์มีการซื้อขายแต่มีมูลค่าไม่มาก ในส่วนนี้จะมีการพิจารณายกเว้นให้เช่นเดียวกัน โดยจะมีการเร่งสรุปรายละเอียดและเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับเงื่อนไขในวันที่ 27 ก.ค. 2569
“ตอนนี้มีการยื่นอุทธรณ์เข้ามาแล้ว 3.4 ล้านราย โดย 40% เป็นการยื่นอุทธรณ์เกี่ยวกับรถ วันนี้ก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไร เจตนาวันนี้ไม่ได้จะมาเล่าว่ามีคนเป็นอย่างไร แต่คนเดือดร้อนอย่างไรมาว่ากัน วันนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องดื่นขึ้นมาแล้วรวย แต่ท่านที่ตื่นขึ้นมาอาจจะพบว่ามีคนลำบากกว่าท่านอีกเยอะ หรือมีคนจนมากกว่าท่านอีกเยอะ ในวิกฤติแบบนี้ทุกคนลำบากกันหมด แต่เราแน่ใจแล้วว่าวันนี้มาคนลำบากกว่าพวกเรามากอยู่จำนวนหนึ่ง และท่านเหล่านี้มีข้อมูลคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก็ต้องมาทบทวน เราจึงรีบปรับเกณฑ์ให้ ซึ่งเราไม่ได้คาดว่าจะมียอดผู้ผ่านเกณฑ์หลังปรับเงื่อนไขเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ตอนนี้เป็นไปตามความเดือดร้อน คงไม่ต้องมาคาดอะไรตอนนี้ แต่ยืนยันว่าคนเดือดร้อนเท่าไหร่ ก็พร้อมจะรับกลับทั้งหมด” นายวินิจ กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุม ครม. พิจารณาเห็นชอบแล้ว กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการคัดกรองตามหลักเกณฑ์ที่มีการปรับ และเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถประกาศผลการคัดกรองได้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569 ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมจะได้รับสิทธิจนถึงเดือน ก.ย. นี้ และผู้ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองจะเริ่มใช้สิทธิรอบใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ต่อไป



















