เมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 ที่ประชุม คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเชิญหน่วยงานเข้าร่วมประชุม 6 หน่วยงาน ได้แก่
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สรุปสาระสำคัญดังนี้
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ให้ข้อมูลว่า การก่อเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลง “กลุ่มแกนนำรุ่นใหม่” ที่มีความประสงค์สร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของกลุ่ม โดยมีเป้าหมายการก่อเหตุความไม่สงบ คือ การทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่และระบบเศรษฐกิจ อันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน
สำหรับการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างครบถ้วน โดยจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ประเภทแรก คือ การช่วยเหลือเยียวยาทางด้านร่างกาย 19 ราย
ประเภทที่สอง คือ การช่วยเหลือเยียวยาต่อทรัพย์สิน จำแนกออกเป็นความเสียหายด้านทรัพย์สินของภาครัฐ 34 แห่ง และความเสียหายด้านทรัพย์สินของภาคเอกชนและประชาชน 44 ราย การประเมินค่าเสียหาย เบื้องต้น 112 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป
ขณะที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้รายงานผลความคืบหน้าในการดำเนินการ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปว่า การก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ มีทั้งสิ้น 77 เหตุการณ์ 110 จุด แบ่งออกเป็นจังหวัดยะลา จำนวน 17 เหตุการณ์ 29 จุด จังหวัดปัตตานีจำนวน 13 เหตุการณ์ 24 จุด จังหวัดนราธิวาส 45 เหตุการณ์ 53 จุด และจังหวัดสงขลา 2 เหตุการณ์ 10 จุด
ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อทรัพย์สินเทศบาล 2 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 9 แห่ง ร้านค้าสะดวกซื้อ 3 แห่ง และเสาสัญญาณโทรคมนาคม 2 แห่ง จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด (CCTV) คาดว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุความไม่สงบ 110 คน รวมถึงผลการสืบสวนสอบสวนปรากฎพยานหลักฐาน คาดว่าอาจมีบุคคลต้องสงสัยที่ร่วมก่อเหตุความไม่สงบที่ไม่ปรากฎจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประมาณการว่ามีกว่า 200 คน ใช้พาหนะจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ 50 คัน
ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุความไม่สงบมีลักษณะเป็นทั้งปืนยาวและปืนสั้น ประมาณ 50 กระบอก และการเก็บตัวอย่างข้อมูลทางชีวภาพอัตลักษณ์บุคคล (DNA) สามารถระบุลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรมของบุคคล 6 ราย ซึ่งเป็นบุคคลที่ปรากฎในฐานข้อมูลผู้ก่อเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้น
ส่วนกรณีนายซอและ ดอเลาะ เยาวชนที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ที่ให้การอ้างว่าเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ มีการดำเนินการสอบพยานแล้ว 3 ปาก พบวัตถุพยานคือปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มิลลิเมตร 3 ปลอก โดยการประชุมพิจารณาร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วยฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง เห็นชอบให้ดำเนินการในลักษณะคดีความมั่นคง ยังอยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐาน
ถัดมา ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ รายงานการดำเนินการด้านข่าวกรองระดับพื้นที่ภายในประเทศ เป็นการดำเนินการระหว่างศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ ภาค 5 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมขยายเครือข่ายงานข่าวกรอง โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่จริงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย”
ขณะที่ ปฏิบัติการด้านข่าวกรองในต่างประเทศ ดำเนินการขยายขอบเขตการปฏิบัติการข่าวกรองเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ในการประเมินสถานการณ์เฝ้าระวังความเคลื่อนไหว เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ ในฐานะ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สรุปข้อมูลว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการพูดคุยบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสำคัญ มิใช่การพูดคุยหรือเจรจาต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใด ๆ เพียงเพื่อแลกกับการหยุดสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่
อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะประสบความสำเร็จในการสร้างสันติสุขได้ จะต้องมีมวลชนเกื้อหนุนอย่างสำคัญ การจูงใจมวลชนของหน่วยงานรัฐจึงมีความสำคัญจำเป็นใน 2 ประการ
ประการแรก คือ การสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ การสร้างอาชีพหรือให้โอกาสความก้าวหน้าทางการศึกษาของโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ให้สามารถทำงานสร้างรายได้เช่นเดียวกับการสำเร็จการศึกษาภาคสามัญ
โดยเฉพาะ กำนันบาฮาร์รุดดิน ยูโซะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี ย้ำว่า ประเด็นเกี่ยวกับ โรงเรียนตาดีกา ซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น “จำเลยของสังคม” มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้ เห็นควรให้มีการแยกแยะระหว่างโรงเรียนตาดีกาที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและการอบรมคุณธรรมจริยธรรม กับสถานศึกษาหรือบุคคลที่อาจมีปัญหาโดยไม่ควรเหมารวมโรงเรียนตาดีกาทั้งหมด
นอกจากนี้ ขอเสนอให้มีการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล สามารถสนับสนุนงบประมาณให้แก่โรงเรียนตาดีกาได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้
ประการที่สอง คือ การแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อลดทอน ข้อมูลบิดเบือน หรือการเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่เป็นความจริงในกลุ่มประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
………….
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















