“งบประมาณแผ่นดินรายจ่ายประจำปีของประเทศไทย” 73% เป็นรายจ่ายประจำ เหลืองบประมาณสำหรับลงทุนและพัฒนาประเทศในสัดส่วนจำกัดจำเขี่ย ถึงขั้น “อดีตรมช.คลังท่านหนึ่ง” ที่มีบทบาทสำคัญกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ เปรยว่า หากเป็นบริษัทเอกชนมีรายจ่ายแบบนี้ “ล้มละลาย” ไปตั้งนานแล้ว
ต้องยอมรับสภาพโครงสร้างงบประมาณไทยที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ตั้งงบขาดดุลต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2541 หลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ยกเว้นปี 2547 และ 2548 ที่ตั้งงบสมดุล จากนั้นเป็นต้นมาถึงปี 70 “ตั้งงบขาดดุล” ตลอด โดยเฉพาะปี 68-69 กลายเป็นปีที่ขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ส่งผลกระทบต่อ “หนี้สาธารณะ” ต่อ “จีดีพี” ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใกล้ทะลุเพดานวินัยการเงินการคลังที่ 70% ต่อจีดีพี
เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลทุกชุดที่ต้อง “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย” โดยเฉพาะถึงคิว “พรรคภูมิใจไทย” กุมอำนาจ จังหวะเผชิญมรสุมใหญ่ทางเศรษฐกิจหลายลูก
อ้างเหตุจำเป็นขอประเดิมออก “พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน” แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เบี่ยงบาลี…ไม่ดึงงบประมาณแผ่นดินมาใช้ แต่การดึงเม็ดเงินออกมาใช้จากกระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวา ย่อมมีผลต่อวินัยการเงินการคลังในอนาคต

เป็นที่มามติ ครม. 11 ส.ค.69 ไฟเขียว “ปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ” ตามที่ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ ประธานคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูปการบริการจัดการกำลังคนภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ
โดยเร่งออกพิมพ์เขียววางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การใช้ดิจิทัล รวมถึง AI มาสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมถึงวางระบบค่าตอบแทน สวัสดิการภาครัฐให้เหมาะสม
ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ตรึงโควตา ทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค เบื้องต้นลดกำลังคนกว่า 3 หมื่นอัตรา ยกเครื่องใหญ่หวังให้ได้โครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศ ที่สำคัญส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
หากทำได้แค่ตรึงโควตา ทยอยลดคนที่ละนิดในเวลา 8 ปี โดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจระบบราชการ ผลลัพธ์คง “ล้มเหลวไม่เป็นท่า” เหมือนทุกยุคที่ผ่านมา
ในเมื่อ “รัฐบาลอนุทิน 2” เมื่อมีอำนาจล้นมือ ฐานเสียงในรัฐสภามีเสถียรภาพมาก ต้อง “กล้าผ่าตัดใหญ่ เลิกปะผุโครงสร้างรัฐไทย”
โดยรัฐบาลและผู้นำที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศ จำเป็นต้องกล้ารื้อระบบราชการและโครงสร้างอำนาจประเทศกันใหม่ เน้นกระจายอำนาจ 100% บีบให้ลดอัตราข้าราชการส่วนกลางที่อยู่ภูมิภาค
รวมถึงทยอยเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่พร้อม จังหวัดใดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องยกเลิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ควบรวมกระทรวง กรม ที่ซ้ำซ้อน เท่ากับตัดเนื้อร้ายที่ทำงานซ้ำซ้อน เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลเต็ม 100% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีเชื่อมหน่วยงานรัฐ ประชาชนและเอกชน พร้อมวางแนวทางการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายประเทศที่ชัดเจน

โดยเฉพาะ “ปราบโกงเด็ดขาด” วางกฎเหล็กนักการเมืองทุจริตต้องโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต
เมื่อกระจายอำนาจเต็มร้อย 100% และกระทรวงลดจำนวนลงแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติที่ มีทั้ง สส. และ สว. รวม 700 คน ฝ่ายบริหารมีครม. 36 คน ถึงคราวจำเป็นต้องลด สส.เหลือเพียง 150 คน สว. 76 คน และ ครม.มีรัฐมนตรีตามกระทรวงบวกลบนิดหน่อย รวมนายกฯอีก 1 ตำแหน่ง ไม่ควรเกิน 20 คนของครม.ทั้งคณะ
ลงออกแบบรัฐไทยตามพิมพ์เขียวแบบนี้ใช้เวลา 8 ปีทำให้สะเด็ดน้ำ จึงเป็นการเปลี่ยนโฉมประเทศไทยอย่างแท้จริง รัฐบาลทำได้แบบนี้ ประชาชนก็พร้อมเชียร์ให้เป็นรัฐบาลลากยาวอยู่ครบ 8 ปีไปเลย
ปล.คลอด รื้อ กฎ ระเบียบ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ให้ลงตัวภายใต้หลักนิติธรรม
…………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น


















