สังคมไทยมีข้อถกเถียงอย่างมาก กรณี การบริหารโทษ ของ “กรมราชทัณฑ์” ที่กลายเป็นว่า “ผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์รายสำคัญ” จำคุกเพียงไม่นานและพ้นโทษออกมา ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ไล่เรียงตั้งแต่คดี “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตกรต่อเนื่อง ฉายา “แจ็คเดอะริปเปอร์เมืองไทย” รวมไปถึง “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” ก่อคดีสะเทือนขวัญ ฆ่าฝัง 5 ศพในพื้นที่ชลบุรี
ล่าสุด คือกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” กลับมาอยู่กลางสังคมอีกครั้ง หลัง พ้นโทษเมื่อ 14 สิงหาคม 2569 จากคดีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริง 9 ปี 10 เดือน 8 วัน จากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ 6 ครั้ง
โดยที่ผ่านมา สำนักงานกิจการยุติธรรม เคยกำหนด กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ไว้ชัดเจนถึง 7 กลุ่ม ตั้งแต่ ฆาตกรต่อเนื่อง-สังหารหมู่-ปล้นฆ่า-นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ และต่อมาประเทศไทยก็ออก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ พ.ศ.2565 หรือ JSOC เพื่อ ประเมินความเสี่ยง เฝ้าระวัง และ คุมขังผู้มีความเสี่ยงหลังพ้นโทษ

แต่เมื่อปรากฎคดี “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” กลับมาก่อเหตุฆาตกรรมอีกภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน แม้ว่าทาง “กรมราชทัณฑ์” ยอมรับความบกพร่องในกระบวนการกลั่นกรองลดโทษ และต้องกลับมาทบทวนระบบ
“สำนักงานกิจการยุติธรรม” อธิบายว่า ระบบ JSOC มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน และมีการประเมินความเสี่ยงเพื่อจำแนกผู้พ้นโทษเป็นกลุ่มต่าง ๆ ก่อนกำหนดระดับการติดตาม โดยเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติจะประสานงานกับตำรวจท้องที่ เป็นผู้ดำเนินการเฝ้าระวังภัยจากบุคคลกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้
“ไอ้ป๋อง” ไปรายงานตัวกับ “สำนักงานคุมประพฤติ” เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นมันหายตัวไป และไปก่อคดีสะเทือนขวัญ ฆ่า 2 พี่-น้องชาวรัสเซีย และเมื่อตำรวจจับตัวสอบสวนขยายผล มันยังรับสารภาพว่า ฆ่าฝังดินอีกครอบครัวหนึ่ง จำนวน 3 ศพ ซึ่งหากไม่เกิดคดีฆ่า 2 พี่-น้องรัสเซีย ญาติพี่น้องเหยื่อไอ้ป๋อง 3 ศพ ก็ไม่รู้ว่าจะมีวันได้รู้ความจริงหรือไม่
นี่คือความบกพร่องในกระบวนการปล่อยตัว กลั่นกรองลดโทษให้ผู้ต้องขังอุกฉกรรจ์ กลับคืนสู่สังคม
แต่ข่าว “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” ผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ปรากฎข่าวที่ “กรมราชทัณฑ์” ปล่อยตัว “เล่าต๋า” ราชายาเสพติดเมืองไทย ซ้ำรอยขึ้นมาอีก
ร้อนถึง “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” นายตำรวจมือปราบยาเสพติด ที่ต้องออกมาตั้งคำถามดัง ๆ ถึงภาครัฐที่เกี่ยวข้องว่า “กว่าจะจับตัว กว่าศาลจะตัดสิน ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่ “เล่าต๋า” ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จำคุกไม่ถึง 10 ปี กลับได้รับอิสรภาพออกมาแล้ว และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม “เล่าต๋า” จะต้องเฝ้าระมัดระวังตัวเองเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน”

ขณะที่ “สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อมูลว่า…ย้อนดูข้อเสนอเดิม ที่เคยเสนอให้รัฐบาลที่มีอำนาจและหน้าที่ แก้ไขปัญหาอำนาจราชทัณฑ์เหนือคำพิพากษา มาตลอด ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองแก้ไขได้บางส่วน คือ ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
แต่ จุดรั่วสำคัญที่ 1 คือ การคำนวณว่า 1 ใน 3 คือรับโทษมาไม่น้อยกว่า 8 ปี จึงทำให้นักโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต อาศัยช่องว่างนี้ ติดแค่ 8 ปี ซึ่งต้องแก้ไขกฎหมายให้คดีอุกฉกรรจ์ที่ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือมากกว่า ต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 15 ปี
จุดรั่วสำคัญที่ 2 คือให้ราชทัณฑ์ใช้ดุลยพินิจในการเลื่อนชั้นนักโทษ โดยไม่มีเกณฑ์บังคับชัดเจน จึงเกิดช่องว่างในดุลพินิจหรือ “ทุจริตซื้อขายการเลื่อนชั้นนักโทษ” เพื่อเข้าคิวได้รับเกณฑ์ขอพระราชทานอภัยโทษได้ รวดเร็ว และมากมายหลาย ๆ ครั้ง จนแทบไม่ต้องรับโทษ สมแก่ความผิด
แต่สำหรับกระบวนการยุติธรรมสากลจะกำหนดเกณฑ์ห้ามไว้ชัดเจน และต้องให้ศาลผู้พิพากษาคดี มีส่วนสำคัญในการอนุญาตให้ลดโทษได้ เท่าใด (แต่สำหรับกฎหมายราชทัณฑ์ กำหนดเรื่องการบริหารโทษ เป็นของกรมราชทัณฑ์ จึงไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาลดโทษโดยศาล-ผู้เขียน)
จุดรั่วสำคัญที่ 3 คือ การให้ราชทัณฑ์ใช้ดุลพินิจและเกณฑ์อายุ 70 ปี เพื่อปล่อยตัวหรือให้พักโทษ ทั้งที่บางคดีนักโทษที่มีอิทธิพล หลบหนี หรือต่อสู้ถ่วงคดีได้หลายสิบปี จึงถูกพิพากษาเมื่ออายุมาก ซึ่งมักมีโรคประจำตัวเป็นปกติ ราชทัณฑ์ใช้เกณฑ์นี้ ทำให้นักโทษที่กว่าหน่วยงานจะจับตัวได้ กว่าศาลจะพิจารณาคดีพิพากษาจำคุกได้ ติดคุกจริงเพียงไม่นาน
“สมชาย” ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลารื้อโครงสร้างการบริหารโทษแบบขาดหลักนิติธรรมเสียทีครับ เพราะ “คุกมีไว้ขังคนทำชั่ว มิได้มีไว้ขังแค่คนจน”
บทสรุปส่งท้าย…อาจถึงเวลาแล้ว ที่ครอบครัวเหยื่อ “สมคิด พุ่มพวง” หรือ “ไอ้ป๋อง 5 ศพ” อาจต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ “ฟ้องร้องภาครัฐ” ที่ “ละเลยปล่อยฆาตกรทมิฬ” กลับเข้าสู่สังคม เพื่อให้กลายเป็น “คดีตัวอย่าง” ขึ้นมา โดยมุ่งหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และความปลอดภัยให้กับสุจริตชน
……………………………………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















