จาก “ดีทรอยต์ เอเซีย” วันนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย กำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” เมื่อ “รถ EV จีน” คลื่นลูกใหม่กำลังรุกถาโถมเข้ามา ขณะที่เจ้าเดิมอย่าง “รถญี่ปุ่น” ต้องตั้งรับ
ที่น่าสนใจคือ เสียงของผู้บริหารค่ายโตโยต้าและฮอนด้า ที่ออกมา เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกติกา โดยมองว่า การส่งเสริม EV ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่จากจีนได้เปรียบ ทั้งที่ค่ายรถจากญี่ปุ่นอยู่มานานไม่น้อยกว่า 50 ปีต้องรับภาระในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ตรงกันข้ามกับจีนที่เพิ่งเข้ามาจริงจังได้ไม่กี่ปีมานี่เอง
คำถามคือ ไม่ใช่แค่ใครจะเป็นผู้ชนะ แต่คำถามใหญ่กว่าคือ การแข่งขันกันครั้งนี้จะสร้างอุตสาหกรรมไทยขึ้นมาใหม่ หรือจะทำให้ไทยเหลือแค่โรงงานประกอบรถของคนอื่น นี่คือ โจทย์ที่ไทยต้องตอบให้ได้
ต้องยอมรับว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา “ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น” มีคุณูปการต่อ “อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย” อย่างมาก ตั้งแต่โรงงานประกอบ เครื่องยนต์ เกียร์ ระบบการผลิต ผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร ช่างเทคนิค ไปจนถึงระบบส่งออก จนไทยกลายเป็นฐานผลิตรถยนต์สำคัญของโลก แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป “รถ EV จีน” เข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีรถ EV ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีข้อได้เปรียบ ทั้งแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตขนาดใหญ่และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงในประเทศจีน ทำให้รถ EV แข่งขันด้านราคาได้อย่างรุนแรง
จะว่าไปแล้ว การเข้ามาของจีนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หากไม่มีจีน ไทยอาจไม่มีแรงผลักดันให้เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ไปสู่ EV ได้เร็วเท่านี้ ข้อมูลของ BOI สะท้อนชัดเจน ปัจจุบันไทยลงทุนในห่วงโซ่ EV ตั้งแต่รถยนต์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงมอเตอร์ ระบบจัดการ รวมถึงการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์ของจีนหลายรายที่เริ่มผลิตในเมืองไทยเกิดการจ้างงานจำนวนมาก ผู้ผลิตจีนโชคดีตรงที่เข้ามาในช่วงรัฐบาลเร่งส่งเสริม EV ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย รัฐบาลประเคนแรงจูงใจมากมาย

ตรงนี้แหละที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นต้องออกมาร้องโวยวาย เพราะรู้สึกว่า “กติกาไม่เหมือนเดิม” เป็น “เกมที่ไม่แฟร์” ทั้งที่ลงทุนในไทยมานานหลายสิบปี แบกรับต้นทุนสร้างโรงงาน และสร้างซัพพลายเออร์ไทยขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของจีน และไม่ใช่เรื่องที่ญี่ปุ่นควรได้รับการปกป้องตลอดไป แต่ไทยก็ไม่ควรลอยแพผู้ผลิตรายเก่าอย่างญี่ปุ่นแบบไม่ใยดี
คำถามสำคัญ เมื่อประเทศเปลี่ยนกติกา เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ควรดูแลผู้สร้างอุตสาหกรรมเดิมอย่างไร อย่างน้อย ๆ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ก็เป็นพื้นที่ให้ซัพพลายเออร์ไทยที่สร้างความเชี่ยวชาญมานาน ขณะที่รถ EV นั้นได้เปลี่ยนโครงสร้างไปสู่แบตเตอรี่ เพิ่งเข้ามา แม้ยังไม่ได้สร้างซัพพลายเออร์ไทยก็ตาม แต่จีนก็มีสิทธิ์แข่งขัน เพราะจีนไม่ได้เข้ามาฟรี ๆ หากแต่เข้ามาลงทุนสร้างโรงงาน รับความเสี่ยงทางธุรกิจเช่นเดียวกัน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ “ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย” กำลังถูกบีบจาก 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือตลาดรถยนต์สันดาปค่อย ๆ ลดลง อีกด้านหนึ่ง ซัพพลายเชนของ EV กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ บริษัทแม่จากต่างประเทศอาจนำซัพพลายเออร์ของตัวเองเข้ามาด้วย
ล่าสุด “ธนาคารโลก” ประเมินว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมาก มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสามารถปรับตัวเข้าสู่ ซัพพลายเชนใหม่ได้ แต่ “กลุ่มผู้ผลิตรายย่อย” จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน เพราะชิ้นส่วนบางประเภทของระบบ EV เช่น ระบบไฟฟ้าแรงดันสูงและอุปกรณ์ชาร์จ ยังผลิตในประเทศไม่มาก
นี่คือ “รอยต่อที่อันตราย” ธุรกิจเก่ากำลังหายไป ธุรกิจใหม่ยังเข้าไม่ถึงและถ้าปล่อยให้ผ่านไป ผู้ผลิตไทยอาจเสียโอกาสครั้งใหญ่ได้ ซึ่งก็ทราบมาว่า รัฐบาลเองก็เริ่มขยับนโยบายจากส่งเสริมเพียงให้รถ EV ผลิตในไทย ไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น และกำลังพยามเชื่อมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ากับผู้ผลิต EV รายใหม่

ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ดูแค่ “ตัวเลขเงินลงทุน” แต่ต้องถามต่อว่า แบตเตอรี่และมอเตอร์ผลิตที่ไหน ชิ้นส่วนไทยได้งานเท่าไหร่ คนไทยเรียนรู้เทคโนโลยีอะไรบ้าง R&D อยู่ที่ไหน บริษัทไทยได้เข้าไปเป็นซัพพลายเออร์กี่ราย แต่ถ้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ยังผลิตจากต่างประเทศ งานวิจัยและพัฒนาหลักอยู่ต่างประเทศ ส่วนไทยทำหน้าที่แค่ประกอบรถยนต์และส่งออกตรงนี้ต้องระวัง
อันที่จริงค่ายรถญี่ปุ่นได้เปรียบจีน ตรงที่มีฐานการผลิตที่อยู่ไทยมานาน ความรู้ด้านการผลิต คุณภาพ ระบบ ซัพพลายเออร์ และความเชี่ยวชาญด้านไฮบริดยังมีความสำคัญช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนจุดแข็งของจีนคือ ความแข็งแรงของ ซัพพลายเชน แบตเตอรี่ ต้นทุนการผลิต ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการแข่งขันด้านราคาไทยต้องหาประโยชน์จากการแข่งขันกันเองของทั้งสองค่ายให้ได้ คือต้องรักษาความแข็งแรงของฐานการผลิตญี่ปุ่น แต่ก็พร้อมใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยี EV จากจีน สร้าง ซัพพลายเชน EV ของไทยขึ้นมา
สิ่งที่ควรต่อรอง ไม่ใช่เลือกจีนหรือญี่ปุ่น ต้องดูว่า ใครก็ตามที่เข้ามาลงทุน ต้องทำให้ไทยได้มากกว่าการเป็นแค่โรงงานประกอบรถยนต์ ต้องได้ทั้ง ซัพพลายเออร์ เทคโนโลยี งานวิจัย บุคคลากรที่มีทักษะและมูลค่าเพิ่มที่อยู่ในประเทศ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่การผลิตรถให้ได้มากที่สุด แต่คือทำอย่างไรให้การแข่งขันของจีนกับญี่ปุ่น สร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ที่แข็งแรงขึ้นสำหรับประเทศไทย
หากทำได้ ไทยจะไม่ใช่แค่ สนามรบของ “2 มหาอำนาจ” แต่จะเป็น “ผู้ชนะ” จากการแข่งขันของทั้ง 2 ฝ่าย
…………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















