โครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นส่วนแรก 200,000 ล้านบาทใช้จ่ายเพื่อช่วยประชาชน หรือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และอีก 200,000 ล้านบาทใช้ส่งเสริมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทน มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.69 แต่ก็ยังขับเคลื่อนไม่ได้เต็มมือดี จนเมื่อวันที่ 9 ก.ค.69 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1
แผนงานวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า เป้าหมายช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และทำให้เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ร่วมจ่ายรัฐ 60% และประชาชน 40% และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน

ส่วนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท กำหนดใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากพึ่งพลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชน และนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อาทิ กิจกรรมลดใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) และการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Stations) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทส่วนที่สองนับเป็นงานเข้ามาในมือกระทรวงพลังงานเต็มๆก็คงจะเริ่มขยับปั้นรูปขึ้นโครงการในเดือนต.ค.69 เป็นต้นไป แต่ก็มีคำถามว่าเมื่อเงินจำกัดจำเขี่ย สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่หมด การเยียวยาก็เพิ่งเริ่มต้น เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมในกทม. ทำให้เศรษฐกิจอาจสะดุดไปนั้น สามารถนำเงินกู้ตรงนี้มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาจากน้ำท่วมได้หรือไม่ ?
แม้ว่ากรอบวงเงินจะถูกล็อกกรอบตามกฎหมายสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น โซลาร์ประชาชน หรือ EV แต่การปรับให้สอดคล้องกับปัญหาใหญ่ของไทยน่าจะทำได้ เพราะน้ำท่วมทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงักเป็นระยะๆ ก็เกิดแบบถี่และสร้างความเสียหายไม่น้อยทั่วทุกภาคก็ว่าได้ ภาคใต้บ้าง ภาคเหนือบ้าง คราวนี้มาที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างกทม. ซึ่งดูว่าน้ำท่วมเป็นปัญหาเฉพาะหน้า แต่จริงๆแล้วพัวไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเลยทีเดียว เพราะน้ำท่วมซ้ำซากซ้ำเติมกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และยิ่งกดให้ความเหลื่อมล่ำมากขึ้นไปอีก

ดังนั้นเราบอกว่า เราจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านมาใช้เปลี่ยนพลังงาน อย่างโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ที่ให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากหลังคาบ้านใช้เอง และขายเข้าระบบได้ โดยจะมีการสนับสนุนค่าติดตั้งบางส่วน ถามว่าผู้ที่สามารถควักเงินมาติดแผงโซลาร์บนหลังคาราคาหลายหมื่นถึงแสนบาท คือ คนกลุ่มไหน ? กลุ่มที่พอมีเงินใช้หรือไม่? ไม่ใช่คนฐานรากแน่แท้
ดังนั้นเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทางที่ดีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ควรปรับเป้าหมายมาเน้นกลุ่มที่มีรายได้น้อยอย่างจริงจัง หาวิธีการทำอย่างไรจะให้เงินตรงนี้เป็นการให้เบ็ดตกปลามากกว่าการสงเคราะห์เฉพาะกิจ แบบให้ข้าวสารอาหารแห้งหรือข้าวกล่องรายมื้อ แทนพุ่งเป้าสนับสนุนครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เป็นหลัก ปรับมาทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยด้วย
โดยเชื่อมโยงกับโครงสร้างของท้องถิ่นและชุมชนต่างๆ ด้วยการสร้างช่างชุมชนรองรับเทรนด์พลังงานใหม่ อันดับแรกเลยให้ความรู้ชุมชนก่อนว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” คือ อะไร? แล้วก็เปิดโครงการฝึกอบรมอาสาพลังงาน การฝึกทักษะคนในชุมชนที่พอมีความรู้ทางช่างไม่ว่าจะเป็นด้านไฟฟ้า หรือ ซ่อมรถ ให้เป็นช่างติดตั้งหรือซ่อมบำรุงโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงการพัฒนาให้เป็นช่างยานยนต์ EV รองรับการขยายตัวของเทรนด์พลังงานไปพร้อมกับส่งเสริมคนฐานรากให้มีงานทำมีรายได้เพิ่ม อาจเป็นโมเดลบางพื้นที่ก่อนขยายออกไป
มองภาพวันนี้อาจไม่ออก เพราะดูเป็นงานยากเกินไปที่จะทำให้เกิดช่างชุมชนที่มีความรู้พอในเรื่องโซลาร์เซลล์ หรือ EV แต่หากไม่สตาร์ทวันนี้ เราจะไปไม่ถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานแน่นอน เพราะจะติดกับดักคนซ่อมบำรุงไม่มี มีแต่เซลล์ขายของใหม่ อีกไม่นานแผงโซลาร์ หรือซากรถและอุปกรณ์ EV ก็จะกลายเป็นซากถูกทิ้งเรี่ยราดไป เป็นความเสี่ยงขึ้นมาอีก
ให้นึกภาพซากที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะไปแผงหรืออุปกรณ์โซลาร์ที่หมดอายุการใช้งาน หรือ ซากรถ EV หรืออุปกรณ์ประกอบจะมาอยู่ตามบ้านช่างนี่แหละ ซึ่งตอนนี้ก็เชื่อว่าคงก็มีแล้ว หรือถูกเทรวมในกองขยะก็มีแล้ว หากเราไม่สร้างคนที่ซ่อมบำรุงเป็นให้มีความรู้มากพอให้เกิดขึ้นในชุมชน เราก็จะไม่มีวันจะเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย

อยากฝากถึงรมว.พลังงาน และปลัดพลังงานคนใหม่ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ที่มานั่งทำงานอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ (1 ต.ค.69) ให้การใช้วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทคำนึงถึงประโยชน์อย่างแท้จริง สามารถใช้เงินกู้นี้ไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ และอยากให้การใช้บุคลากรในกระทรวงพลังงาน เพื่อทำภารกิจสำคัญหลังจากนี้ถูกคนถูกงานจริงๆ จะตั้งใครหรือโยกย้ายตำแหน่งไหนสุดแล้วแต่ แต่ต้องไม่เอาการบ้านจากบ้านใหญ่มาเป็นตัวตั้งจนลืมว่าตนเองก็เป็นนักบริหารนโยบายมืออาชีพย่อมรู้ดีว่าใครทำงานอย่างไร “ทำไม่ถูกโจทย์แต่ถูกข้อเท็จจริง ดีกว่าทำได้หมดถ้าท่านสดชื่น!”
บอกได้ว่าเงินกู้ส่วนที่สอง 200,000 ล้านบาท กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จะเป็นกลไกที่สำคัญ หากแต่งตั้งอธิบดีใหม่แทนคนเก่าที่เกษียณไปเจ๋งๆจะช่วยงานได้มาก รวมถึงพลังงานจังหวัดที่มีความสามารถด้วย เพราะจะลงถึงโครงสร้างชุมชนได้ ส่วนจะโยกอธิบดีกรมอื่นๆไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็ขอให้เอางานและประชาชนเป็นตัวตั้ง ใครทำงานเก่งและซื่อสัตย์สุจริตเอาคนนั้น เพราะจะส่งผลต่อบทบาทหน้าที่ในระยะยาวในฐานะปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งท่านมีอายุราชการถึง 5 ปี (หากไม่มีอะไร) ท่านจะไปได้สวยหรือแป๊กบอกได้เลยว่าคนในกระทรวงพลังงานมีส่วนสำคัญมาก เพราะท่านเป็นหน้าใหม่?
ฝากอีกว่าหากท่านสนใจเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ต้องการผลักดันไปให้ถึง ดีเซล B20 เป็นเบสไม่ใช่ทางเลือก หรือจะให้แก๊สโซฮอล์ E85 กลับมาบูม อีกครั้งนอกจากราคาขายต้องไม่เป็นภาระประชาชนแล้ว ก็อย่าลืมให้โครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพต้องทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเป็นสำคัญจะ เป็นในภาคเกษตรหรือนอกภาคเกษตรก็ตาม ไม่ได้หมายถึงต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น คนรายได้น้อยที่อาศัยรับจ้างทั่วไปในชุมชนพื้นที่เกษตรมีมากมาย บอกได้เลยว่าหากมีโครงการระยะยาวและต่อเนื่อง ทำให้เกิดการจ้างงานคนในชุมชน และทำให้เขาเหล่านี้พอจะมีรายได้มากกว่ารายจ่ายมีเงินเก็บเงินออมบ้างจะกระตุ้นโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง และเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่องไม่เดินๆหยุดๆอย่างในเวลานี้
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















