วิกฤติน้ำท่วมกทม.-ปริมณฑล เสี่ยงก่นด่าถล่มรัฐบาลเละเป็นโจ๊ก โดยเฉพาะระหว่างลงพื้นที่เจอเสียงตะโกนใส่ด้วยถ้อยคำรุนแรงชนิดระเบิดอารมณ์
เอาเฉพาะชุมชนทั้งในกทม.-ปริมณฑล ตกสำรวจได้อย่างไรจากภาครัฐ ไม่มีจนท.เข้าไปช่วยเหลือ คนในชุมชนต้องช่วยเหลือกันเองตามมีตามเกิด เหมือนอยู่นอกเขตแดนประเทศไทย
ชาวบ้านร้องระงม จนในคราวประชุมสภาฯ วันที่ 30 ก.ย. หลังประชาชนเผชิญวิกฤติมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. บรรดาสส.หยิบปมร้อนเดือดระอุ เสนอ 8 ญัตติด่วนด้วยวาจาถึง “แนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ” รับมือวิกฤติน้ำท่วม บางมาตรการฟื้นฟูเยียวยา
จากวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ จ.สงขลา สู่วิฤติกทม. – ปริมณฑลจมบาดาล วัดฝีมือรัฐบาลได้เป็นอย่างดี โดยไม่มีรัฐมนตรีหน้าไหนแสดงความรับผิดชอบ โชว์สปิริตลาออกทันที
ตัดฉากไปดูจังหวะคดีฮั้วโกงเลือกสว. เปิดให้สว.โหวตเลือกกรรมการองค์กรอิสระ จนอำนาจบริหารที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ มือกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเปรยว่า “พลเรือนยึดอำนาจ” ที่เป็นเผด็จการพลเรือน กินรวบองค์กรอิสระ ทำลายระบบถ่วงดุลตรวจสอบใช้อำนาจรัฐของนักการเมือง
การเมืองในระบบจ่อถึงทางตัน ใกล้ลามเป็นวิกฤติลูกใหญ่ที่รอระเบิด เสี่ยงเป็นวิกฤติขัดแย้งทางความคิดอีกกระทอก หลังเพิ่งตีตรากฎหมายนิรโทษกรรมและล้างมลทินคดีการเมืองทั้งหมด
เพราะแฟนคลับขบวนชาตินิยมที่ชมชอบผู้ถืออำนาจรัฐ ยังเชียร์ แม้รัฐบาลบดขยี้ จับไอ้โม่งโกงน้ำมันไม่ได้ จับนักการเมืองระดับที่นั่งอยู่บนยอดภูเขาในคดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ได้
คดีเกี่ยวข้องกับคนที่ถืออำนาจ หลุดหมดแบบค้านสายตา “ข้อเท็จจริง-ข้อกฎหมาย” จนมีคีย์กดดัน “นักปกครอง” ว่า “ข้อเท็จจริงที่ชอบด้วยกฎหมาย” ถึงผูกพันทุกองค์กร ไม่เช่นนั้นไม่ต่างจากชี้ขาดทุกคดีด้วย “คำสั่งพิเศษ”
อารมณ์คนในสังคมทวีอึดอัดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แต่อารมณ์คนถืออำนาจยังเชื่อมั่นว่า “เดี๋ยวสังคมไทยก็ลืม” ไม่ต้องแคร์ ตัดสินตามอำเภอใจไปเลย ไม่ต้องห่วง มี “พลังพิเศษ” คอยปกป้อง คุ้มกะลาหัว

สังเกตได้จากในช่วงกระแสข่าวสารวิกฤติน้ำกำลังแรงเชี่ยวกราก แต่เวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” จัดโดยราชบัณฑิตยสถาน กลับถูกสังคมเกาะติดไม่แพ้ประเด็นภัยพิบัติ
เพราะระดับวิทยากรที่มาล้วนเป็นหนึ่งในตองอู เคยเป็นทั้งประธานศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยทุกท่านล้วนเป็นตำนานในฐานะผู้พิพากษา
ภาพรวมสะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาที่มีต่อ “กกต.” ในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เปิดรับสมัครสว.แบบแบ่งกลุ่มระดับอำเภอ จนถึงฮั้วใหญ่ระดับประเทศ การตรวจสอบ และเคาะส่งสำนวนต่อศาลฎีกา
แถมชี้ช่องเอาผิดกับกกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต-เทียงธรรม และมีโอกาสล้างกระดานเลือกสว.ได้ด้วย
แต่คนกุมอำนาจระบุกับเพื่อนสว.ว่า ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ต้องห่วง ทุกคดีที่ปักชนักกางหลังกว่าจะตัดสิน “ผู้ที่บงการกุมกลไกรัฐเบ็ดเสร็จ” โดยไม่สนใจสภาพของประเทศไทยและความเป็นอยู่ประชาชน
สถานการณ์เดินทรงนี้ต่อไป โดย“นักปกครอง”ยังใช้ “ผู้กุมอำนาจ” งัดกลไกรัฐสะกดฝ่ายตรงข้าม แต่สุดท้ายจบไม่สวย รับรองสะเทือนถึง “ข้อต่อแห่งอำนาจ” ระหว่างนักปกครองกับผู้กุมอำนาจชัวร์
………………………………..
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย… #ราษฎรเต็มขั้น



















