รัฐบาลเตือน5-7ต.ค.ฝนเพิ่มเริ่มจากอีสาน เฝ้าจับตา11-14ต.ค.จ่อตกถล่มภาคกลาง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


รัฐบาลเตือนฝนเพิ่มช่วง 5-7 ต.ค. เริ่มจากอีสานเคลื่อนสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและ กทม. ก่อนจับตาอีกระลอก 11-14 ต.ค. อาจมีฝนตกหนักในภาคกลาง ขณะที่หลายพื้นที่กรุงเทพฯ ยังต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง พร้อมเปิดยื่นขอเงินเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ตั้งแต่ 2 ต.ค.

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่า ช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ ขณะที่ช่วงวันที่ 11-14 ต.ค. ต้องจับตาฝนตกหนักหรือฝนตกสะสมในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมา โดยบางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนประมาณ 100 มิลลิเมตร ก่อนที่กลุ่มฝนจะเคลื่อนลงสู่ภาคใต้

สำหรับสถานการณ์น้ำในภาพรวม ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยายังมีน้ำไหลเข้า ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงลดลง ส่วนแม่น้ำน่านอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ โดยปริมาณน้ำขาเข้ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำในอัตราประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงขอให้ประชาชนใน จ.ชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ทั้ง 3 จังหวัดอยู่ในช่วงทรงตัว

ส่วน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงได้รับผลกระทบในพื้นที่ อ.เสนา อ.ผักไห่ และ อ.บางบาล ขณะที่ จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี สถานการณ์โดยรวมยังคงที่ แต่ยังมีผลกระทบในพื้นที่ริมตลิ่ง

สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้แนวคันกั้นน้ำยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยระดับน้ำยังอยู่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของแนวคันกั้นน้ำประมาณ 90 เซนติเมตร ขณะที่ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำได้เสริมกระสอบทรายในจุดที่เป็นแนวฟันหลอ พร้อมจัดทำสะพานไม้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจร

ส่วนพื้นที่ที่เคยเป็นจุดวิกฤติ เช่น คลองจั่น ขณะนี้สถานการณ์แห้งแล้ว ขณะที่เคหะชุมชนร่มเกล้า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ระดับน้ำลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร แต่บางจุดยังมีน้ำลึก ขณะที่บางพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงและสามารถสัญจรได้บางส่วน

สำหรับเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูงและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ถนนพหลโยธินบริเวณรอยต่อ กทม.-พหลโยธิน 54/1 ถนนสุวินทวงศ์บริเวณแยกตัดถนนรามคำแหง-คลองโตนด ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอย 9-25 และ 41-55 ถนนหลวงแพ่งตลอดสาย ถนนฉลองกรุงตลอดสาย และถนนเจ้าคุณทหาร ตั้งแต่บริเวณตัดถนนร่มเกล้าถึงแยกเจ้าคุณทหาร

ส่วนชุมชนที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ได้แก่ ชุมชนลาดกระบัง แม้ระดับน้ำจะลดลง แต่ยังมีปัญหาในการสัญจร โดย กทม.เร่งสูบน้ำและระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ สะพานสูง และสายไหม ยังคงต้องเฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ ส่วนพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังมีน้ำท่วมขังในชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสูบน้ำและผลักดันน้ำออกจากพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาระบายประมาณ 2 วัน

ด้านการช่วยเหลือประชาชน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดให้ยื่นขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่เวลา 08.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ผ่านแอปพลิเคชัน โดยผู้ยื่นคำขอต้องเตรียมบัตรประชาชนของผู้เอาประกันหรือผู้แจ้ง ภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย และบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน

สำหรับผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ จะต้องลงทะเบียนเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของ กทม. โดยต้องลงทะเบียนทั้งผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐและเว็บไซต์ของ กทม.

ด้านนายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเคลื่อนลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและกรุงเทพฯ ในวันที่ 5 ต.ค. และเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ด้านตะวันตก โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ในช่วงวันที่ 6-7 ต.ค. หลังวันที่ 7 ต.ค. ปริมาณฝนจะลดลง เหลือเพียงฝนบางพื้นที่ในภาคเหนือ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 11 ต.ค. ยังคงต้องเฝ้าระวังแนวร่องความกดอากาศต่ำบริเวณภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img