ผ่านกระบวนการนิติสงครามได้แบบไม่ยากเย็น หลังก่อนหน้านี้ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) เพิ่งวินิจฉัย “สำนวนฮั้ว สว.” จากจำนวน ผู้ถูกกล่าวหา 427 คน
โดยที่ประชุม กกต.มีมติเห็นควรส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาจำนวนรวม 77 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 เท่านั้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่มีผู้ใดผิด เท่ากับว่า ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) หรือ สส. ถูกเอาผิดในเรื่องนี้แต่อย่างใด ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ทั้งหมด โดยมี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่งจำนวน 26 คน มีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 3 โดยส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาเช่นกัน
และถึงแม้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะนำ สส.ของพรรค เข้ายื่นหนังสือถึง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กกต.ทั้ง 7 คน กรณีใช้ดุลพินิจ-วินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่า เพิกเฉยต่อพยานหลักฐาน ทั้งที่ชี้ชัดถึงขบวนการและโพยใบสั่ง
โดย “ณัฐพงษ์” ระบุว่า “ส่งมอบพยานหลักฐาน ผ่านการแนบท้ายหนังสือคำร้อง ส่วนผลการพิจารณารับหรือไม่รับคำร้อง ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. แม้จะมีเสียงสะท้อน และวิเคราะห์ถึงการเกิดขึ้น ยากที่จะไต่สวน กกต. จึงแนะให้ผู้สมัคร สว. ยื่นคำร้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมคู่ขนานไปด้วย”

ขณะที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ยืนยันจะใช้ทุกช่องทาง ตรวจสอบ กกต. เพราะเป็นบทบาท และหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งจากนี้ไปจะ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีปมฮั้วเลือก สว.รวมอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าศาลฎีกาฯ จะพิจารณาคำร้องของ กกต. เพื่อสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 77 คน ตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง ในขณะเดียวกันจะเดินหน้า เสนอแก้กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่
เชื่อว่า กระบวนการตรวจสอบเรื่องนี้ คงใช้เวลานานพอสมควร อีกทั้งแกนนำพรรคฝ่ายค้าน อาจหวังแค่สร้างประเด็นข่าว เพราะอำนาจวินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจจัดเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของ กกต. ถ้าหลักฐานไม่ชัด ก็ยากจะเอาผิดได้
อย่าลืมว่า “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ก็ไม่ธรรมดา ก่อนหน้าที่จะเข้ามาทำงานในองค์กรอิสระ เคยเป็นข้าราชการตุลาการ ตำแหน่งสุดท้ายคือ “ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา” จึงน่าจะมีความแม่นยำในข้อกฎหมายพอสมควร
ล่าสุด “ศาลรัฐธรรมนูญ” (รธน.) ได้อ่านคำวินิจฉัยกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องตามรธน.มาตรา 213 จากกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณี กกต. จัดการเลือกตั้งสส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งผู้ร้องเกรงว่า จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความลับ และมีปัญหาความชอบด้วยรธน.
โดยศาล รธน.พิจารณาแล้วเห็นว่า รธน.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (2) กำหนดให้ กกต. มีหน้าที่และอำนาจควบคุมการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการทุจริต การออกเสียงเลือกตั้งโดยตรง และโดยลับตาม รธน.ย่อมหมายถึง “ความลับแบบมีเงื่อนไข” ที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพ กับการควบคุมตรวจสอบ
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การใช้คิวอาร์โค้ด ไม่สามารถเชื่อมโยง ไปสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ ส่วน รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือระบุและจำแนกบัตรว่าอยู่ในชุดใด หรือจัดสรรไปยังเขตและหน่วยเลือกตั้งใด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ารหัสบาร์โค้ด สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่ขั้นตอนการพิมพ์ การขนส่ง การลงคะแนน ไปจนถึงการเก็บรักษาหลังลงคะแนน พบว่า เป็นมาตรการป้องกัน ไม่ให้นำบัตรจากเขตหนึ่งไปใช้อีกเขตหนึ่ง และพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอฟังได้ว่า มีบุคคลหรือหน่วยงานใด นำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยง เพื่อสืบทราบผลการลงคะแนน ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงยังไม่เพียงพอฟังได้ว่า เป็นการทำลายสาระสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับ การกระทำดังกล่าวจึงไม่ขัด หรือแย้งต่อ รธน.มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ศาลรธน.ได้มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่า แม้การระบุรหัสบาร์โค้ดจะไม่ขัด รธน. แต่เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน กกต. ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการ ป้องกันการปลอมแปลงหรือทุจริต โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตน และผลการลงคะแนน อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนโดยผิดกฎหมาย

ศาลรธน.จึงมีคำวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วย รธน. และไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด
โดยศาลรธน.มีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 ชี้ว่า บัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วย รธน. และยังมีมติเสียงข้างมาก 8:1 ประเด็นบัตรบาร์โคด 8:1 ชี้ว่าชอบด้วยรธน. โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 1 คน คือ “นภดล เทพพิทักษ์”
นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ เท่ากับยืนยันความชอบธรรมของ “กกต.” กับการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง หลังก่อนหน้านี้ “กกต.” ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่าย เพราะมองว่า มีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด อาจสืบรู้ได้ว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทุจริตการเลือกตั้ง
ดังนั้น เมื่อไม่ขัด รธน. ก็ทำให้รัฐบาลยังทำงานต่อไปได้ ส่วน “กกต.” ก็ไม่ถูกเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ กับการจัดทำสัญลักษณ์ บนบัตรเลือกตั้ง
แต่เหมือน รัฐบาลหนีเสือยังปะจระเข้ เมื่อผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569 ล่าสุดเมื่อ 18-23 ก.ย.69 ในทุกภูมิภาค โฟกัสแต้มนิยมของพรรคการเมือง ในไตรมาส 3 จะพบคะแนนนิยมที่เปลี่ยนแปลงของพรรคแกนนำรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ คือ
อันดับ 1 พรรคประชาชน คะแนนนิยมยังคงที่ไม่ขยับเขยื้อนไปข้างหน้ามากนักคือ ร้อยละ 35.80 ในไตรมาสที่ 1 ร้อยละ 34.80 ในไตรมาส 2 ก่อนลดลง ร้อยละ 35.40 ในไตรมาส 3
อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย ไตรมาสที่ 1 ได้ร้อยละ 12.04 ไตรมาส 2 ร้อยละ 16.84 ไตรมาส 3 ร้อยละ 18.44
อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย ไตรมาส 1 ร้อยละ 26.60 ไตรมาส 2 ร้อยละ 17.00 ไตรมาส 3 ร้อยละ 12.08
ส่วนตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ใน 3 ไตรมาส ของผู้นำทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย พบว่า
อันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ไตรมาส 1 ร้อยละ 30.60 เหลือร้อยละ 26.08 และลดลงร้อยละ 24.72 แต่ยังครองอันดับ 1 ทั้ง 3 ไตรมาส
อันดับ 2 กลุ่มที่น่าจับตาคือกลุ่มที่ยังหาใครเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ปรากฏว่ามีคะแนนสูงที่น่าสนใจ ตกใจในช่วงเลือกตั้งเสร็จสิ้น ไม่นิยมใครร้อยละ 8.2 ในไตรมาส 1 ถัดมาไตรมาส 2 แต้มนิยมเพิ่มเป็นร้อยละ 10.24 ล่าสุดไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.8
อันดับ 3 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกฯ ไตรมาส 1 ร้อยละ 29.4 ไตรมาส 2 ร้อยละ 21.68 และไตรมาส 3 ร้อยละ 13.76
นั่นหมายความว่า คะแนนของ “อนุทิน” ร่วงลงอย่างหนัก จากสารพัดปัญหาทางการเมือง และเรื่องภาวะผู้นำ
อันดับ 4 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ไตรมาส 1 ร้อยละ 8.08 ไตรมาส 2 ร้อยละ 11.64 ขณะที่ไตรมาส 3 ลดลงแบบคงที่ ร้อยละ 11.28 ถือว่า แต้มนิยมของแคนดิเดตนายกฯ ค่ายสีแดง ทรงตัว ไม่ขยับขึ้นหรือลดลงมากนัก จาก 2 ไตรมาสหลัง สะท้อนว่า การขับเคลื่อนของ “ยศชนัน” ยังไม่มีผลงานที่จับต้องได้
แต่ยังโชคดีที่ผลสำรวจดังกล่าว ทำก่อนที่จะเกิด “มหาอุทกภัย” ในพื้นที่เมืองหลวงและปริมณฑล ไม่เช่นนั้นคะแนนนิยมของ “หัวหน้ารัฐบาล” อาจจะต่ำกว่านี้ก็ได้
ด้าน “ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์” ผู้อำนวยการนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกมาให้ความเห็นถึงผลโพลทั้ง 3 ไตรมาสของนิด้าโพล ว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แต้มนิยมลดลง ร้อยละ 5 เสียอันดับ 2 ให้พรรคเพื่อไทย (พท.) สูญเสียไปทุกภาค โดยลดลงเยอะในภาคตะวันออก ซึ่งอาจเกิดจากกระแส คัดค้านโครงการอีอีซี และลดลงเยอะมากในภาคอีสาน โดยกลุ่มประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไปฐานเสียงพ่อบ้าน แม่บ้านลดลง ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) และตัว “นายยศชนัน” แต้มนิยมคงที่ไม่ไปไหน และไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าบทบาทของ “นายยศชนัน” เน้นการเดินสายพูดถึงโครงการ และตัวนโยบาย แต่ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จากการแสดงบทบาทเดินสายในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม พรรคพท. มีจุดน่าสนใจตรงที่ คะแนนนิยมในไตรมาส 3 ขึ้นมา 2% จนมาเป็นร้อยละ 18.44 โดยได้เสียงสูงสุดจากกลุ่มคนอายุ 60 ปี กลุ่มเกษตรกร พ่อบ้านแม่บ้าน ที่แยกตัวออกมาจากฐานของพรรค ภท.
“กลุ่มเกษตรกร มองว่า การได้มาคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประโยชน์และสินค้าเกษตรไม่ตกต่ำ เขาจะชี้ไปที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กลายเป็นคะแนนมาจากคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร เป็น กระทรวงทำคะแนน จึงทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) อยากได้กระทรวงนี้” ผอ.สถาบันนิด้า กล่าว
ผศ.ดร.สุวิชา ยังให้ความเห็นอีกว่าความนิยมของพรรค พท.เพิ่มเยอะในภาคอีสาน ขึ้นมาร้อยละ 5 และต้องจับตาดูว่าพรรค พท. จะขยับขึ้นอีกหรือไม่ และต้องรอดูว่าเมื่อพรรค ภท. เอาคืนในการประกาศหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะทำให้แต้มนิยมของพรรคน้ำเงินเพิ่มอีกหรือไม่
“ต้องเข้าใจ FC (แฟนคลับ) พรรค พท.เป็นพวกฮาร์ดคอร์ คุณยศชนันมีภาพไม่ค่อยบู๊ คนกลุ่มหนึ่งต้องการคนบู๊ ทำให้ดูว่าเป็นตัวเลือกดีที่สุดหรือไม่ และเมื่อคะแนนนิยมของพรรค พท. ยังไต่ระดับตามไตรมาส 3 จึงฟันธงว่า จะยังไม่ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะในอดีตคะแนนนิยมฐานของพรรค พท.อยู่ที่ร้อยละ 23-25 หากในอนาคตแต้มนิยมเพิ่มขึ้นในราวนี้ ก็มีโอกาสที่พรรค พท.จะชิงหาจังหวะถอนตัวรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า” ผอ.สถาบันนิด้า กล่าวย้ำ
เมื่อดูไทม์ไลน์ที่ พรรคฝ่ายค้าน จะ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่คาดว่าจะเป็นต้นเดือนต.ค. เพื่อหวังอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนดังกล่าว โดยเป้าหมายแรกคงพุ่งเป้าไปที่ประเด็น “ฮั้ว สว.-โกงสอบท้องถิ่น” และคงบวกรวมเรื่อง “การรับมือกับภัยธรรมชาติ” โดยเฉพาะ ปัญหาน้ำท่วม คงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่นำมาสื่อสารในสภาฯ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน
บทสรุปที่เกิดขึ้น คงทำให้รัฐบาลบอบช้ำพอสมควร แต่คงยังไม่ถึงขั้น ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “พท.” ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเชื่อว่าอดีต พรรคแกนนำรัฐบาล ต้องการสะสมปัจจัย และความพร้อมให้มากกว่านี้ อีกทั้งสถานการณ์ของรัฐบาลภายใต้การนำของ “ภท.” ยังไม่สุกงอม ยังไปได้ต่อ แม้พรรค พท.ถอนตัว แต่ “พรรค กธ.” ก็พร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาลแทน เนื่องจากต้องการเข้าดูแลกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งถือว่า เป็นหน่วยงานที่สร้างผลงาน ให้ชาวบ้านมีความพอใจ อีกทั้งประเทศไทย ยังมีชาวบ้านที่ประกอบอาชีพ “เกษตรกร” เป็นจำนวนมาก เพราะธรรมชาติทางการเมือง ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลยอมถอนตัว หากเห็นรัฐบาลยังไปต่อได้

ดังนั้นจากนี้ไปอยู่ที่ “พรรคแกนนำรัฐบาล” จะปรับแนวทางการทำงานอย่างไร เพราะคงไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลไหน กอดคอยอมรับ กับกระแสด้านลบที่ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง เพราะหากเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แล้วต้องแบกรับกับความล้มเหลวไปหาเสียงในสนามเลือกตั้ง
อีกทั้งยังอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคแกนนำรัฐบาล หากต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือเปลี่ยนแปลงภายในองคาพยพ ซึ่งการทำงานของรัฐบาล สำคัญที่สุดคือ การสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษกิจ การผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
จึงต้องรอดูว่า นับจากนี้ไป “พรรค ภท.” จะดึงความนิยมกลับมาได้หรือไม่ เพราะการได้สถานการณ์เป็น “แกนนำรัฐบาล” ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ โดยเฉพาะที่มี “บรรดาบ้านใหญ่” มารวมตัวกัน เมื่อถึงวันหนึ่ง…หากกระแส “พรรคสีน้ำเงิน” ไปไม่ไหว บรรดานักการเมืองก็ต้องไปหาจุดที่เหมาะสมกว่า แม้จะมี “ผู้มากบารมี” หนุนหลัง แต่เมื่อใด “ประชาชน” ไม่สนับสนุนแล้ว แรงหนุนก็คงต้องถอยห่าง!!!
…………………………
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















