“จุลพันธ์” เผยกระทรวงแรงงานเตรียมเสนอ ครม. 2 เรื่อง ทั้งเข้าร่วมเครือข่ายความเป็นธรรมทางสังคมระดับโลก และออก พ.ร.ก.ขยายความคุ้มครองประกันสังคม ม.33 เพิ่มลูกจ้างภาคเกษตร หาบเร่แผงลอย และแรงงานในครัวเรือน ด้าน พม.ชงกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว เพิ่มมิติความรุนแรงเป็น 4 ด้าน พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครอง-บทลงโทษ
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเป็นการเข้าร่วม Global Coalition for Social Justice หรือภาคีเครือข่ายด้านความเป็นธรรมทางสังคมระดับโลก ซึ่งริเริ่มโดยผู้อำนวยการใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมแล้วกว่า 400 แห่ง
นายจุลพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบในการเข้าร่วมเครือข่าย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำ ผลักดันสิทธิแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ส่วนเรื่องที่สอง กระทรวงแรงงานจะเสนอ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ขยายความคุ้มครองของสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 33 เนื่องจากปัจจุบันยังมีกลุ่มอาชีพที่ได้รับการยกเว้นตาม พ.ร.ก.ประกันสังคม จึงต้องการขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานมากขึ้น
สำหรับ 3 กลุ่มที่จะได้รับการเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ได้แก่ ลูกจ้างในกลุ่มอาชีพเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์, ลูกจ้างของผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอย และลูกจ้างที่ทำงานในครัวเรือนหรือแม่บ้าน
นายจุลพันธ์กล่าวว่า หาก พ.ร.ก.ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีระยะเวลาหลังประกาศใช้ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น ซึ่งเข้าใจว่าจะอยู่ที่ประมาณ 180 วัน จากนั้นแรงงานทั้ง 3 กลุ่มจะสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคม โดยมีการจ่ายเงินสมทบร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิต
นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมความรุนแรงในทุกมิติ โดยเพิ่มประเภทความรุนแรงจากเดิม 3 ด้าน เป็น 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ เพศ และเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดมาตรการคุ้มครองให้สามารถช่วยเหลือผู้ถูกกระทำได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ โดยเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือ พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการดำเนินการมีความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐาน
สาระสำคัญอีกประการคือ คดีความรุนแรงในครอบครัวจะเป็นคดีที่ ไม่สามารถยอมความได้ พร้อมกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับความรุนแรงและสภาพของผู้ถูกกระทำ รวมถึงเพิ่มบทลงโทษในกรณีกระทำความผิดซ้ำ หรือกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ตลอดจนจัดทำฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กลไกการคุ้มครองสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและมีโครงสร้างทางกฎหมายที่ชัดเจน
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกวันนี้ในสังคมมีข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องมีกฎหมายที่จะทำให้คนไทยสามารถอยู่ในครอบครัวได้อย่างมั่นใจและมีความปลอดภัย” นายจุลพันธ์กล่าว



















