บทเรียน…. “รถกอล์ฟ”แสนล้านบาท!! ต้องแลกด้วย“อุตสาหกรรมรถยนต์”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ศึกประลองกำลังระหว่าง “ค่ายรถ EV จีน” ปะทะ “รถสันดาปญี่ปุ่น” ยังไม่จบ!!! ยังมีประเด็นร้อน ๆ ให้ต้องพูดถึง

ล่าสุดมีการอ้างว่า เบื้องหลังรถไฟฟ้า EV ของจีนที่ทะลักเข้าไทยด้วยภาษี 0% เพราะเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทีมเจรจา FTA ของไทย เข้าใจผิดคิดว่า รถ EV น่าจะคล้ายกับ “รถกอล์ฟ” ซึ่งตลาดตอนนั้นยังไม่โต

ที่มา-ที่ไปเรื่องนี้ มาจากการนำเสนอข่าวของสื่อหลายฉบับ กล่าวอ้างว่า เป็นการเปิดเผยของ “ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ให้สัมภาษณ์เชิงถอดบทเรียนเกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในอดีต โดยระบุว่า “สาเหตุหนึ่งที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนสามารถทะลักเข้าสู่ประเทศไทยในอัตราภาษีนำเข้า 0% เป็นเพราะคณะผู้เจรจาในอดีต เข้าใจผิดว่ารถไฟฟ้าคือรถกอล์ฟ”

กรณีนี้กลายเป็น บทเรียนราคาแพงของประเทศไทย แต่ถ้าจะให้เข้าใจเรื่องนี้ให้ถูก ต้องแยกแยะก่อนว่า อัตราภาษีของรถ EV มี 2 ประเภทคือ อัตราภาษีศุลกากร 0% กับ ภาษีสรรพสามิต 2% ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

สำหรับประเด็นภาษี 0% มีรากมาจากรอบความตกลงการค้าอาเซียน-จีน หรือ ACFTA แต่ถ้ามองในกรอบของไทย จะเรียกว่า FTA ไทย-จีน ขณะที่ภาษีสรรสามิต 2% เป็นภาษีของกรมสรรพสามิตร กำหนดให้เป็นสิทธิพิเศษซึ่งรัฐบาลมอบให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้าเกณฑ์มาตรการส่งเสริม เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้มากขึ้น

แต่สิ่งที่ “ดร.ศุภวุฒิ” พูดถึงนั้น น่าสนใจกว่าตัวเลขอัตราภาษี เพราะกำลังชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการมองอนาคตของการเจรจา FTA ในอดีต โดยมีการอธิบายในลักษณะ ทำให้เข้าใจว่า ผู้เจรจามองรถไฟฟ้าในเวลานั้นคล้ายรถกอล์ฟ จึงไม่ได้คาดว่าจะกลายเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่เหมือนวันนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ “คณะผู้เจรจาในอดีต” ประเมินเทคโนโลยีต่ำกว่าความเป็นจริง ในช่วงที่มีการเจรจาและทำข้อตกลง FTA ไทย-จีน ตอนนั้น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าแบบในปัจจุบัน ตลาดยังไม่กว้าง “คณะผู้เจรจา” ไม่คิดว่าจะมีการนำมาใช้วิ่งบนท้องถนนในชีวิตประจำวัน ประกอบกับ ตอนนั้น “จีน” ยังไม่ได้กลายเป็น “มหาอำนาจรถยนต์ไฟฟ้าโลก” ไม่มีใครรู้ว่า จีนทุ่มเงินมหาศาลกับ EV จนกลายเป็นนำโลก ไม่มีใครรู้ว่า ต้นทุนแบตเตอรี่จะลดลงเร็วแค่ไหน และไม่มีใครรู้ว่า EV จะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมได้เร็วขนาดนี้ จึงจัดหมวดหมู่และตีความภาษีรถยนต์ไฟฟ้าไว้ต่ำเทียบเท่ากับรถกอล์ฟ ทำให้มีการลดหย่อนภาษีศุลกากรนำเข้าจนเหลือ 0% ในเวลาต่อมานี่คือ หัวใจของเรื่อง

เราไม่ได้ผิด เพราะเปิดตลาด แต่ผิดเพราะไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังเปิดตลาดในอนาคต จะใหญ่แค่ไหน วันนี้ภาพจึงกลับด้านอย่างน่าตกใจ  รถ EV จีน สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางภาษีภายใต้ FTA ขณะที่ไทยเอง ก็ใช้นโยบายลดภาษีสรรพสามิตร เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ส่งผลให้รถจีนมีแรงจูงใจเข้าสู่ตลาดไทยมากอย่างคาดไม่ถึงเรียกว่างานนี้รถไฟฟ้าได้สองเด้งไปเต็มๆ

ขณะเดียวกัน “รถยนต์ญี่ปุ่น” ซี่งสร้างฐานการผลิตในไทยมาหลายสิบปี มีโรงงาน มีผู้ผลิตชิ้นส่วน มีแรงงานและสร้างระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมขึ้นมาทั้งประเทศ ซึ่งลงทุนสร้างฐานการผลิตและซัพพลายเชนในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี กำลังเผชิญการแข่งขันกับรถ EV ที่มีโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกันอย่างมาก ความผิดพลาดในอดีตกลายเป็นช่องโหว่และแต้มต่อสำคัญ ทำให้รถ EV นำเข้าจากจีนได้รับสิทธิ์ภาษีนำเข้า 0% และเสียภาษีสรรพสามิตเพียง 2% แค่ค่ายรถจากญี่ปุ่น กลับต้องแบกรับภาระภาษีสรรพสามิตที่สูงกว่ามาก ประมาณ 13-50%

แน่นอนผู้บริโภคได้ประโยชน์ ราคารถถูกลง แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ที่เคยผลิตชิ้นส่วนป้อนรถสันดาปของญี่ปุ่นกำลังจะหายไป คนงานลดลง และบริษัทแม่เริ่มหาแหล่งผลิตใหม่ ประเทศไทยอาจได้ประโยชน์จากการซื้อรถราคาถูกวันนี้ แต่อาจจะเสียฐานอุตสาหกรรมที่สร้างมาหลายสิปปีในวันข้างหน้า

นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่า “รถจีนราคาถูก คนไทยได้ซื้อรถราคาถูก” อย่างเดียว ตรงกันข้าม…กลับส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบันมหาศาล

คำเตือนของ “ดร.ศุภวุฒิ” น่าสนใจ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงและน่ากังวลที่สุด

เพราะอาจทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง อินโดนีเซียกำลังเดินเกมรุก ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและค่ายรถยนต์รายใหญ่ ให้ย้ายฐานผลิตไปแทน ซึ่งเป็นจังหวะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุน อันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมด้านภาษี และตลาดในประเทศที่อินโดนีเซียใหญ่กว่าเรา

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาลุกลามมาจนถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความล้าสมัยของข้อกฎหมายที่ไม่ยืดหยุ่นพอจะวิ่งตามเทคโนโลยีได้ทัน ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปล่อยปละลัเลยขาดการประเมินผลกระทบ หรือกลไกทบทวนข้อตกลงอย่างต่อเนื่องปล่อยให้ทุกอย่างบานปลายจนยากที่จะแก้ไขจนถึงวันนี้กลายเป็นลิงแก้แหไปแล้ว

สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ไม่ใช่การแก้ไขอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จะต้องใช้ “มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี” (Non-Tariff Barriers : NTB) เช่น การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง หรือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเป็นการ ปกป้องอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ภายในประเทศไทย

ความผิดพลาดจากกรณี “รถไฟฟ้า” ที่คิด (เอาเอง) ว่าคือ “รถกอล์ฟ” เป็นบทเรียนสำคัญว่า ประเทศที่มองอนาคตผิด อาจจะต้องจ่ายค่าเรียนด้วยอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

…………………………..

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img