วุฒิสภาลงมติ 132 ต่อ 11 เสียง อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้ไขวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางเสียงอภิปรายเดือด สว.จี้รัฐคุมเข้มคอร์รัปชันและระวังภาระหนี้สาธารณะ ด้าน “เอกนิติ” ย้ำเปรียบเหมือนการซ่อมหลังคาบ้านไม่ให้รั่วซ้ำซาก
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา การประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างเดือดดาล มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขึ้นอภิปรายทั้งเห็นด้วยและคัดค้านอย่างหนัก
ด้าน นายศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ให้ข้อสังเกตถึงแผนงานบรรเทาค่าครองชีพ 2 แสนล้านบาทแรกว่า รัฐบาลต้องสำรวจความพึงพอใจของประชาชน และประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน สำหรับแผนงานส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาทนั้น นายศุภโชคเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องคุมเข้มเรื่องราคากลางและการคัดเลือกอุปกรณ์ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ และอินเวอร์เตอร์ ให้มีคุณภาพและมีการรับประกันที่ยาวนานคุ้มค่าการลงทุน เพื่อป้องกันส่วนต่างและการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมเตือนสติรัฐบาลว่า “ต้องท่องไว้ว่าจะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีก” หากบริหารดี เงินก้อนนี้จะเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลัง แต่หากปล่อยให้มีการโกง ประชาชนจะไม่ยอมแน่นอน

ขณะที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายคัดค้านอย่างดุเดือด โดยอัดรัฐบาลว่าการนำเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปอุ้มมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เปรียบเหมือนการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” และเกาไม่ถูกที่คัน เนื่องจากค่าติดตั้งสูงถึง 150,000–300,000 บาท แต่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระพบว่าคนไทยกว่า 88% มีเงินในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท มีเพียงคนรวย 2% เท่านั้นที่มีกำลังจ่าย เท่ากับว่ารัฐกำลังนำเงินกู้ไปเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มน้อย แต่คนอีก 98% ต้องมาร่วมรับภาระชำระหนี้
น.ส.นันทนา ยังตั้งคำถามถึงความเสถียรของเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่อาจกลายเป็นขยะพิษในอนาคต และเสนอให้รัฐนำเงินไปพัฒนา “พลังงานไบโอ” จากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรและห่วงโซ่อุปทานรากหญ้าได้มากกว่า พร้อมทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลว่า หากยังคิดตื้นๆ และบริหารเงินกู้ไม่คุ้มค่า วิกฤตเศรษฐกิจนี้อาจพาให้รัฐบาลต้องระเถิดไปเป็นฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งหน้า
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนจากปัญหาราคาพลังงานและค่าครองชีพสูง แต่ตั้งคำถามว่าความจำเป็นในการแก้ปัญหาด้วย พ.ร.ก. แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. คืออะไร พร้อมระบุถึงข้อพิรุธ 9 ประการที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน โดยเฉพาะเงิน 2 แสนล้านบาทหลังสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น การทำ Smart Grid หรือติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน ซึ่งไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินที่ต้องเร่งทำภายใน 3-6 เดือน นอกจากนี้ เอกสารรายละเอียดโครงการมีความยาวเพียงไม่กี่หน้า ขาดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เปรียบเสมือนการขอ “เช็คเปล่า” พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใส กรณีมีหนังสือให้ท้องถิ่นเสนอรายการก่อนที่หลักเกณฑ์ทางการจะประกาศใช้ ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการเกี้ยเซียะกับผู้รับเหมา ตลอดจนการใช้งบประมาณช่วยเหลือที่ไม่ตรงจุด และภาระหนี้สาธารณะที่จะพุ่งสูงขึ้นเกือบแตะระดับ 70%
ด้าน นายอลงกต วรกี สว. อภิปรายว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ ยังรวมถึง ปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ ก็โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ นั่นคือการที่รัฐบาล ทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้ กระทบจีดีพี ของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดาน ที่ 70% แล้ว แต่จริงแล้ว ตัวเลขนี้ ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พรก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน
“จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ไกด้ประโยชน์จากโครงการนี้ ส่วน อีก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการต่างๆ เช่น เปลี่ยนรถสาธารณะ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ติดโซลาเซลล์ โครงการเหล่านี้ เป็นโครงการเพื่ออนาคต ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำเมื่อไหร่ เมืองไทย เป็นเมืองร้อน ไม่ทำโซลารูฟ แล้วจะไปทำอะไร เหมาะสมแล้วครับท่านรัฐมนตรี เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่สำคัญ ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน การเพิ่มพลังงานทางเลือก เป็นการลดการนำเข้าน้ำมันทางอ้อม จึงเห็นด้วยควรเร่งดำเนินการ ไม่ต้องกังวล ว่า จะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไร ก็มีคนว่า อยู่แล้ว แต่ผมยืนยันว่า สตง. ปปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน” นายอลงกต กล่าว
ด้าน นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายเสริมว่า มีความน่าเป็นห่วงในส่วนของงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีรายละเอียดการเสนอของบเพียงหน้ากระดาษเดียว พร้อมตั้งคำถามถึงภาระดอกเบี้ยปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ที่อาจซ้ำเติมสถานะทางการคลังของประเทศ และส่งผลกระทบต่อการกู้ยืมของผู้ประกอบการ SMEs พร้อมฝากเตือนรัฐบาลให้ระมัดระวังปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายและการแอบอ้างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อไม่ให้ภาระหนี้สินตกทอดไปถึงคนรุ่นหลัง

จากนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า ขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อสังเกตของสมาชิกที่มีทั้งความเห็นที่แตกต่าง และสอดคล้องกัน แต่ยืนยันว่าพ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มีพ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤติจะหนัก เพราะวิกฤติรอบนี้มาเป็นระลอกๆ เป็นวิกฤติพลังงาน ไม่รู้จะจบเมื่อไร ระลอกแรก วิกฤติน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น60-70% ระลอกสอง วิกฤติของแพง จากค่าขนส่งแพงขึ้น เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3% ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนติดลบ ทำให้คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว เริ่มเห็นสัญญาณกันแล้ว วิกฤติระลอกนี้จะหนักมาก จะเป็นแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลบไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีวัตถุประสงค์ 2ข้อ คือ 1.เยียวยาประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพ จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงมากเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย จนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสสองขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว เป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราซ่อมหลังคา เปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนการกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา หรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไม่รู้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบเมื่อไร ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอก ก็ต้องไปซื้อถังมารอง ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หันมาใช้ของที่มาจากสินค้าเกษตรแทน”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในโครงการต่างๆ ได้ย้ำตลอดว่า การใช้เงินในพ.ร.ก.นี้ ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดคอรัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้เราเข้มงวด ไม่เอาโครงการเก่ามาตัดแปะให้เกิดการรั่วไหล ทุกโครงการต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ช่วยสร้างการจ้างงาน การพัฒนาทักษะให้คนไทย ทั้งหมดเป็นความตั้งใจให้เกิดความโปร่งใส ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้มรสุมเศรฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม

จากนั้นในเวลา 13.30 น.หลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ที่ประชุมมีมติ 132 ต่อ 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง อนุมัติพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 ทั้งนี้ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง



















