“อนุทิน” แถลงผล ครม.สัญจรสงขลา ประกาศ 4 แนวทางเร่งด่วน เดินหน้าเศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-รับมือภัยพิบัติ พร้อมไฟเขียวรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินกว่า 1.06 แสนล้าน เชื่อมชุมพร-สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จี้ สศช.ศึกษาต่อถึงสุไหงโก-ลก ขณะที่ประกันภัยถ้วนหน้าครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองบ้านสูงสุด 1 แสน-ชีวิต 2 ล้าน
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สงขลา ครั้งที่ 1/2569 ว่า ครม.ได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันที ครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล สามารถเติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นทั้งผู้นำและผู้สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่
ขณะเดียวกัน มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ โดยกระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ หรือ Soft Loan และการสนับสนุนผ่านบริษัทประกันสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมถึงกระทรวงคมนาคมให้เร่งขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งและเศรษฐกิจของพื้นที่
“เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค” นายอนุทินกล่าว
สำหรับด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยมอบหมายให้เร่งออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท พร้อมหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ส่วนด้านความมั่นคง นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยหัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกจากประชาชน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน
ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ จ.ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองควนลัง จ.สงขลา รวมถึงเห็นชอบการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียน
นายอนุทิน กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบหลักการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากเดิมที่ต้องรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ระบบประกันภัยแบบครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยรวดเร็วและมากขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยตั้งเป้าครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อเป็นกลไกพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดย ครม.อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ประกอบด้วยเส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ พร้อมขอให้ สศช.เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยัง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญอื่นๆ อาทิ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงแผ่นดินใหญ่ จ.กระบี่ ไปยังเกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่
นายอนุทิน กล่าวว่า การประชุม ครม.ที่ภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง โดยรัฐบาลจะไม่รับฟังแล้วจบ แต่ต้อง “รับฟังแล้วลงมือทำ” พร้อมยืนยันว่า 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพอย่างมาก และรัฐบาลพร้อมรับฟัง สนับสนุน และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง
“เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาล และได้เห็นการขับเคลื่อนหลายด้านที่เป็นไปในเชิงบวก โดยเฉพาะการเตรียมงบประมาณปี 2570 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค.นี้ รวมถึงการทดแทนบุคลากรที่เกษียณอายุราชการและผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ เพื่อให้เกิดการส่งต่องานอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างในการปฏิบัติหน้าที่
เปิดแผนประกันภัยถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือน
นายอนุทิน กล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้าว่า จะให้ความคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยคุ้มครองความเสียหายของที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ขณะที่กรณีเสียชีวิตจะได้รับผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท
สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี
นายอนุทิน กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ประสบภัยในรูปแบบเดิม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ และค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งศูนย์พักพิง การประกันภัยถือเป็นการประกันความเสี่ยงล่วงหน้า โดยหากไม่มีเหตุภัยพิบัติเกิดขึ้นก็ถือเป็นการป้องกันความเสียหายไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ กรอบวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ที่ผ่านมาใช้งบประมาณเพื่อการเยียวยาประมาณ 45,000 ล้านบาทต่อปี โดยนายอนุทินระบุว่า หากเป็นไปตามการคำนวณเบื้องต้นของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รัฐบาลอาจใช้งบประมาณลดลง แต่สามารถเพิ่มระดับการคุ้มครองประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า



















