“คลัง”มั่นใจโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยเพิ่ม GDP หนุนโตได้ตามเป้าที่ 2.5%

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ครม.ไฟเขียวใช้เงินกู้ 4.3 หมื่นล้าน จากบัญชี 2 แสนล้านบาท ที่เหลือ 4.4 หมื่นล้าน ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน “เอกนิติ” คาดเพิ่ม GDP ได้อีก 0.1-0.2% หลังจากที่ผ่านมาเพิ่มได้ 0.38% มั่นใจหนุนGDP โตได้ตามเป้า 2.5% “ปลัดคลัง” ยันรักษาวินัยการคลัง ชี้ฟิทซ์เรตติ้งชมไทยรับมือวิกฤตพลังงานได้ดี

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือแก่ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

นายเอกนิติ กล่าวว่าการตัดสินใจขยายมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบวิกฤตราคาพลังงานในตลาดโลก เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซินในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจ 3 ระลอก ได้แก่ วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.5% และดัชนีราคาผู้ผลิตสูงขึ้นเกือบ 10% รวมถึงวิกฤตกำลังซื้อชะลอตัว

สำหรับสาระสำคัญของมาตรการช่วยเหลือ ครม. ได้อนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลา โดยในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลเติมวงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อช่วยประคองค่าครองชีพในช่วงเดือนตุลาคม พร้อมทั้งเตรียมเปิดการทบทวนสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยขยายกรอบรองรับจากเดิม 13.1 ล้านคน เพิ่มเป็นประมาณ 14 – 14.5 ล้านคน

ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินช่วยเหลืออีก 1,000 บาท เช่นเดียวกัน และขยายระยะเวลาการใช้จ่ายออกไป 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน เนื่องจากข้อมูลการใช้จ่ายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนบางส่วนยังใช้วงเงินไม่หมด รัฐบาลจึงขยายเวลาเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบถ้วน

ในส่วนของกลุ่มเป้าหมายโครงการไทยช่วยไทยพลัส ได้ปรับกรอบจากเดิม 26 ล้านคน โดยพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์ย้ายไปอยู่ในกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 1 ล้านคน จึงเหลือกลุ่มเดิม 25 ล้านคน และได้เปิดรับกลุ่มตกหล่นเพิ่มอีก 7.5 ล้านคน รวมเป็น 32.5 ล้านคน เมื่อรวมผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสองโครงการจะสามารถดูแลประชาชนได้ครอบคลุมประมาณ 47 ล้านคน ทั่วประเทศ

“มาตรการทั้งหมดจะใช้วงเงินกู้เดิมในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงเหลืออยู่ประมาณ 44,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินประมาณ 43,000 ล้านบาท เป็นการนำวงเงินเดิมที่เหลืออยู่มาบริหารจัดการโดยไม่ได้ตั้งงบประมาณกู้ใหม่หรือไปดึงงบประมาณจากเงินกู้ในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทในส่วนที่เหลือมาใช้ ประเทศไทยต้องเร่ง เปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากต่างประเทศอย่างเร่งด่วน สำหรับเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามแล้ว และจะเข้าสู่กรอบการกำกับจ่ายภายในสิ้นเดือนนี้”นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสนายเอกนิติ กล่าวว่าโครงการนี้ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา แล้วโดยในส่วนนี้ซึ่งเดิมเคยขอไว้ เบื้องต้นจะนำไปใช้ในปีหน้า ซึ่งอาจใช้แหล่งเงินงบประมาณจากเงินกู้หรือใช้จากงบกลางฯก็ได้

นายเอกนิติ กล่าวว่าที่ผ่านมาโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สามารถช่วยบรรเทาภาระประชาชน ทำให้เงินเฟ้อไทยในไตรมาส 2 อยู่ที่ระดับสูงสุดราว 2.9% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่พุ่งสูงถึง 5–7% ก่อนจะทยอยปรับลดลงมา นอกจากนี้การออก พ.ร.ก. อย่างรวดเร็วช่วยพยุงกำลังซื้อ และดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในช่วงที่มีการต่ออายุมาตรการนี้ออกไปอีก 2 เดือนจะทำให้เศรษฐกิจขายตัวได้เพิ่ม 0.1-0.2% ซึ่งโดยรวมแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเพิ่มได้ 0.4% โดยมั่นใจว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ถึง 2.5% ตามที่คาดการณ์ไว้

นายเอกนิติ ยังกล่าวต่อจากการหารือกับภาคเอกชนและแพลตฟอร์ม Food Delivery พบว่าการนำ AI เข้ามาช่วยฝึกทักษะการขาย ส่งผลให้ร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้น 60–70% และแม้จะจบโครงการแล้ว ร้านค้ายังมีรายได้เติบโตต่อเนื่อง 10–20% ซึ่งเปรียบเสมือนการมอบเบ็ดตกปลาให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้ยั่งยืน

ทั้งนี้รัฐบาลจัดเตรียมสินเชื่อผ่านธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน โดยมีบรรษัทบริหารบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยค้ำประกัน ร้านค้าสามารถใช้ข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่มีระบบ AI ช่วยสรุป ยื่นขอสินเชื่อได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อดึงร้านค้าออกจากการกู้หนี้นอกระบบ

ด้านนายลวรณ กล่าวว่ารัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง โดยยืนยันว่าการขับเคลื่อนโครงการในครั้งนี้เป็นการใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือ 44,000 ล้านบาทเศษ จากแผนงานส่วนที่ 1 ของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งวงเงินตาม พ.ร.ก. มี 2 ส่วน ส่วนละ 2 แสนล้านบาท และงบประมาณที่นำมาใช้เยียวยามาจากวงเงินส่วนแรกเท่านั้น ไม่มีการโอนเงินจากส่วนที่ 2 มาปะปนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้การจัดทำโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติมไม่ได้มีสาเหตุมาจากเพียงเพราะมีงบประมาณเหลืออยู่ แต่เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น จนส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับโครงการช่วยเหลือเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวทางการดูแลประชาชน โครงการเน้นการกระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเริ่มใช้สิทธิ์รอบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยมีการนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบซ้ำด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงทุกหมู่บ้าน เพื่อเก็บตกกลุ่มคนชายขอบที่อาจตกสำรวจสวัสดิการส่งผลให้สามารถขยายการครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นถึง 40%

“จากการดำเนินโครงการในช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยช่วยดันตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจให้เติบโตเพิ่มขึ้น 0.38% นอกจากนี้ โครงการยังได้สอดแทรกการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยยกระดับศักยภาพร้านค้าในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำบัญชีอย่างง่าย การบริหารจัดการสต็อกสินค้า และการช่วยให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงระบบสินเชื่อทางการเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงการคลังยังได้กล่าวเสริมถึงมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกและบทบาทการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง ว่าขณะนี้สถาบันจัดอันดับ “Fitch Ratings” ได้ปรับปรับมุมมองความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็นจาก Negative (ลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) เนื่องจากมองว่าประเทศไทยมีความสามารถในการบริหารจัดการและรับมือกับวิกฤตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ปรับมุมมองแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยขึ้น ซึ่งสิ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการ รักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

ขณะที่นายวินิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงมาตรการเติมเงิน ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการ และสินเชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการว่าที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการทบทวนเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยมีสาระสำคัญ คือการเติมเงินกลุ่มเปราะบาง ที่รัฐบาลเตรียมเติมเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเปราะบางจำนวน 1,000 บาท ในเดือนตุลาคมนี้ จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด มีผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรกแล้ว 9.5 ล้านราย และอยู่ระหว่างขอทบทวนสิทธิ์อีกประมาณ 5 ล้านราย

ทั้งนี้ ครม. เห็นชอบให้ปรับเกณฑ์เพื่อลดผลกระทบแก่ผู้เดือดร้อนจริง ได้แก่

  1. นักเรียน/นักศึกษา ยกเว้นผู้ที่อยู่ในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ (กศน./กสกร.)
  2. ผู้ถือหุ้น/กรรมการ ยกเว้นผู้มีชื่อในวิสาหกิจเพื่อสังคมและวิสาหกิจชุมชน
  3. ตราสารหนี้และหุ้น ยกเว้นให้ผู้ที่ไม่เคยมีธุรกรรมซื้อขาย หรือมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,000 บาท
  4. ยานพาหนะ ยกเว้นรถจักรยานยนต์อายุไม่เกิน 15 ปี รวมถึงรถยนต์หรือรถพ่วงการเกษตรอายุเกิน 20 ปี โดยแยกกลุ่มรถมูลค่าสูงและรถสะสมออกจากรถใช้งานทั่วไป

ในส่วนของกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีกลุ่มเป้าหมายเดิม กลุ่มเป้าหมายเดิม 25 ล้านคน (ปรับไปรับบัตรสวัสดิการ 1 ล้านคน) จะประกาศผลทบทวนสิทธิ์วันที่ 30 กันยายน โดยผู้ได้สิทธิ์โครงการ 60-40 จะได้รับการขยายเวลาใช้สิทธิ์เพิ่มอีก 2 เดือน (ตุลาคม–พฤศจิกายน) เนื่องจากสถิติ 3 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ใช้เงินไม่หมดราว 51% เนื่องจากเน้นซื้ออาหารและเครื่องดื่มประจำเป็นหลัก พร้อมเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเพิ่มได้ถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน และเชื่อมระบบร้านค้าในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้รองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img