เราเห็นแล้วว่า รัฐได้กำหนดการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ในทุก ทางเลือก และอย่างที่ทราบกันดีว่าในเฟสแรกของแผน หรือ ในช่วงปี 2569-2580 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถูกมอบหมายให้ทำ SMR นำร่อง 300 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นจิ๊กซอว์ตัวแรกก่อนที่จะเปิดให้ภาคเอกชนทำที่เหลือไปเกือบ 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ตามแผน
ตัวแรกสำคัญที่จะบอกว่าจิ๊กซอว์ตัวต่อ ๆ ไปจะมาหรือไม่ มาดูว่า คำถามสำคัญของ กฟผ.อยู่ตรงไหนบ้าง???
คำถามแรก : ก้าวแรกไปทางไหน ไปยังไง และไปกับใคร แน่นอนว่าต้องเกาะไปกับคนที่ทำมาก่อนและได้มาตรฐาน กฟผ.เลือกศึกษา SMR ร่วมกับ U.S. Trade and Development Agency (USTDA) หรือองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา โดยใช้งาน Gastech 2026 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 นับหนึ่งลงนามร่วมมือกัน เพื่อได้รับการสนับสนุนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การพัฒนาเทคโนโลยี ศักยภาพบุคลากร และการเพิ่มขีดความสามารถของ กฟผ. ในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านพลังงานนิวเคลียร์และระบบกักเก็บพลังงาน หากพร้อมทุกด้านแล้วก็จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเตรียมความพร้อมของ กฟผ. สำหรับการก้าวเดินในสเต็ปต่อไป

การจับมือกับ USTDA คงไม่ได้หยุดแค่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการร่วมกันเท่านั้น คำตอบของกฟผ.มาจากการที่สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำของโลกที่มีประสบการณ์มาก่อน ทั้งในการออกแบบ การก่อสร้าง การเดินเครื่อง และกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเป็นที่ตั้งของผู้พัฒนาเทคโนโลยี SMR ชั้นนำหลายราย ดังนั้นการสนับสนุนจาก USTDA จะเป็นโอกาสของกฟผ.ในการเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากล พัฒนาศักยภาพบุคลากร และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรกำกับดูแล ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐเป็นการปูฐานความพร้อมของไทยในการพัฒนาโครงการ SMR แห่งแรกให้เป็นไปอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสากล
ขณะเดียวกัน กฟผ.ก็อยู่ระหว่างศึกษาเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศไปพร้อมกันด้วย แม้ตอนนี้ยังไม่ได้ฟันธง แต่มีกรอบพิจารณาหลัก ๆ อยู่ที่ 1.ความปลอดภัย 2.ความเหมาะสมกับระบบไฟฟ้าของประเทศไทย และ 3.ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมต้องเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัย มีประสบการณ์การเดินเครื่องจริง และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน
คำถาม 2 : แผนที่นำทางมีหน้าตาอย่างไร เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อน SMRก็ต้องทำตามกรอบ IAEA หรือทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศที่มีทิศทางสากลไว้แล้วในการเตรียมพร้อมทำ SMR อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตามมาตรฐานของโลก กฟผ.แบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะที่ 1 เตรียมการโครงการ (Pre-Project Activities) เป็นช่วงการศึกษา และประเมินความพร้อมของประเทศ สิ่งที่ต้องทำมีดังนี้
- จัดตั้งหน่วยงานดำเนินการโครงการพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy Program Implementing Organization :NEPIO) หน่วยงานระดับชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำหนดนโยบาย วางแผน ประสานงาน และติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ทั้ง 19 ด้าน ศึกษาความจำเป็นด้านพลังงาน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เตรียมกรอบกฎหมาย ระบบกำกับดูแล ศึกษาทางเลือก และความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้

ระยะที่ 2 การพัฒนาโครงการ (Project Development) เมื่อมีนโยบายและทิศทางที่ชัดเจนแล้ว จะเข้าสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม การคัดเลือกเทคโนโลยีและพื้นที่ตั้ง ศึกษาด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนากรอบกำกับดูแล การเตรียมบุคลากร สร้างความพร้อมขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้าในอนาคต
ระยะที่ 3 การก่อสร้างและเตรียมเดินเครื่อง (Construction and Commissioning) เป็นช่วงของการดำเนินโครงการ การจัดทำสัญญา การออกแบบรายละเอียด การก่อสร้าง การทดสอบระบบและอุปกรณ์ การเตรียมความพร้อมขององค์กร และบุคลากรสำหรับการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เน้นๆย้ำๆต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด
เมื่อมีกรอบวางเป็นหลักแล้ว พอแผน PDP 2026 กดปุ่มประกาศใช้ซึ่งไม่น่าเกินตุลาคมปีนี้ก็เป็นอันเปิดประตูบานแรกของ SMR ของไทย เข้าสู่สเต็ป 1 เดินตามแผน ‘EGAT SMR Master Plan’ ที่กฟผ.จัดทำขึ้นตามแนวทางของ IAEA เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของ และผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต
คำถาม 3 : ต้องการซัพพอร์ทอะไรบ้างจากรัฐบาล เมื่อ SMR เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาจับมือ ไม่ใช่แค่แจมผิวเผิน แต่ต้องร่วมหัวจมท้าย เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลตรงนี้แหละสำคัญ หากว่านโยบายชัดเจนก็สามารถออกกลไกการขับเคลื่อนระดับประเทศ พร้อมกับกำหนดหน่วยงาน/องค์กรไหนมีภารกิจอะไรที่ต้องทำ เดาทางว่าปัจจัยที่กฟผ.ต้องการมากที่สุดจากรัฐบาลน่าจะเป็น 5 หัวข้อ ดังนี้
1) นโยบายและทิศทางของประเทศชัดเจน เพื่อ
- ยืนยันบทบาทของ SMR ใน PDP 2026 กำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เร่งกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐในประเด็นสำคัญ คือ “Go Nuclear Decision” หมายถึงมีนิวเคลียร์แน่ๆ เพื่อการอนุมัติโครงการต่างๆเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
2) จัดตั้ง NEPIO อย่างเป็นทางการ
- NEPIO ต้องเกิดขี้นเพื่อบูรณาการและกำกับการดำเนินงานของทุกภาคส่วน กำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน สร้างกลไกติดตามความก้าวหน้าและแก้ไขอุปสรรคในระดับนโยบาย
3) เร่งรัดปรับปรุงกรอบกฎหมายและการออกใบอนุญาต
- พัฒนากฎหมายและกฎระเบียบที่รองรับเทคโนโลยี SMR เตรียมความพร้อมของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งสองหน่วยงานนี้ต้องตกลงกันว่าใครจะกำกับส่วนไหนอย่างไร รวมถึงสำนักงานนโยบายแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ลดระยะเวลาการพิจารณาใบอนุญาตโดยไม่ลดทอนมาตรฐานความปลอดภัย
4) สร้างการยอมรับของประชาชนและชุมชน
- ขับเคลื่อนการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่องในระดับประเทศ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กำหนดนโยบายการสนับสนุนในระดับพื้นที่ และชุมชนอย่างชัดเจน
5) พัฒนากำลังคนของประเทศ
- จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรด้านนิวเคลียร์ระดับชาติ พัฒนาหลักสูตรและเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและต่างประเทศ เตรียมบุคลากรทั้งด้านผู้กำกับดูแล ผู้ดำเนินการ และอุตสาหกรรมสนับสนุน

คำถามที่ 4 : NEPIO ควรมาได้หรือยัง ? ย้ำกันว่าช่วงตั้งไข่ NEPIO ต้องเกิดขึ้น หากไม่มีก็ยากจะเดินหน้า SMR ต่อได้ รูปแบบเหมาะสม คือ คณะกรรมการที่มาจากผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ดำเนินโครงการ สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องให้การพัฒนาโครงการ SMR เป็นไปอย่างบูรณาการ สอดคล้องกับกรอบ IAEA และมาตรฐานสากล ภารกิจที่ต้องทำสำคัญมาก มีดังนี้
-จัดทำทิศทางและจุดยืนของประเทศด้านพลังงานนิวเคลียร์ ประเมินความจำเป็นทางพลังงานและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จัดทำแผนงานและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ (Milestone 1)
-กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละด้าน ติดตามความก้าวหน้า วิเคราะห์ช่องว่างของความพร้อม (Gap Analysis) และประเมินความพร้อมของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินจาก IAEA เช่น INIR Mission หรือ การประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู
-สนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรกำกับดูแลให้มีความเป็นอิสระและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
-จัดทำแผนพัฒนากำลังคนระดับชาติ กำหนดความต้องการบุคลากรในทุกภาคส่วน และสนับสนุนการศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์ในระยะยาว
-จัดทำแผนการสื่อสารระดับชาติ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นของประชาชน ส่งเสริมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส
-ติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารความเชื่อมโยงระหว่างองค์กร และรายงานความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการนโยบายระดับชาติอย่างต่อเนื่อง
SMR ซึ่งหลายประเทศกำลังจะทำให้เกิดขึ้น รวมถึงประเทศข้างๆบ้านเรา ที่ผ่านมาไทยจึงได้ร่วมมือกับ IAEA อย่างต่อเนื่อง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ เทคโนโลยี และข้อมูลการเตรียมพร้อมต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนในด้านสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ การจัดทำกรอบกฎหมายและระบบกำกับดูแล การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเตรียมความพร้อมตามกรอบ (IAEA Milestones Approach) เพื่อให้การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR ของประเทศในอนาคตเป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ผ่านมากฟผ.ได้เข้าร่วมกิจกรรมความร่วมมือ โครงการพัฒนาศักยภาพ และเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ภายใต้การสนับสนุนของ IAEA เป็นระยะ เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำ EGAT SMR Master Plan ซึ่งบรรจุรายละเอียดทั้งการพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความพร้อมของ กฟผ. สำหรับการเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคตตามกรอบ IAEA Milestones Approach
มาถึงบรรทัดนี้เห็นว่าต้องเตรียมความพร้อมมากมาย บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมมือได้แค่ไหน เพราะต่างสนใจจะทำ SMR ในเฟสสองที่จะผลิตเข้าระบบไฟฟ้าของประเทศเกือบ 9,000 เมกะวัตต์ แต่ตอนนี้รัฐต้องโบกมือ “ช้าก่อนพี่” ให้เป็นเรื่องของรัฐวางโครงสร้างพื้นฐานก่อน เพราะช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของประเทศต้องทำในหลายมิติ ต้องบูรณาการความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้การเตรียมความพร้อม การกำกับดูแล และการขับเคลื่อนโครงการมีประสิทธิภาพในระยะยาว
เอาเข้าจริงแล้ว SMR ตอนนี้ก็ยังแพงมาก แต่จะลดลงในที่สุด ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ระบุตัวเลขราคาเฉลี่ยของ SMR ที่ใส่มาในแผน PDP 2026 น่าจะอยู่ราว 3 บาท ช่วงปี 2580 อยู่ที่ระดับ 3.26 บาทต่อหน่วย แต่ปี 2593 จะลดลงเหลือ 2.99 บาทต่อหน่วย แต่ราคานี้เป็นการประเมินตลอดช่วงอายุของโรงไฟฟ้าเคาะกันที่ 40 ปี

ตอนนี้เทคโนโลยี SMR ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนาและการใช้งานเชิงพาณิชย์ นานาประเทศมีโครงการก็จริง แต่เป็นโรงไฟฟ้าต้นแบบ หรือโครงการแรกของเทคโนโลยีนั้น ที่เรียกตามภาษาเทคนิค ว่า First-of-a-Kind (FOAK) จึงมีต้นทุนการลงทุนสูงจากค่าใช้จ่ายด้านการวิจัย พัฒนา ออกแบบ วิศวกรรม และการก่อสร้างในระยะเริ่มต้น แต่อนาคตคาดว่าต้นทุนการก่อสร้างของโรงไฟฟ้า SMR จะมีแนวโน้มลดลง
มาถึงบรรทัดสุดท้ายจะมี SMR ตัวแรกได้หรือไม่ ตอนเตรียมพร้อมทางเทคนิคก็อาจเดินมาได้ แต่จะมายุ่งเหยิงตอนคัดเลือกพื้นที่ตั้ง แต่จะมี SMR ตรงไหน ไม่ได้เลือกตามชอบใจ มีกรอบการพิจารณาของ IAEA ด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ความเหมาะสม และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพราะต้องมั่นใจว่าโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ก็ SMR เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องในหลายมิติ ตั้งแต่ก่อนตั้ง ระหว่างเดือนเครื่อง และระบบจัดการกากกัมมันตรังสีตลอดวงจรเชื้อเพลิง (Fuel Cycle) หากเกิดอะไรขึ้นสะเทือนได้ในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องของโลกที่ต้องมีคนกลางมาช่วยดูมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเจ้าของแล้วปล่อยมือได้ถือว่าต้องมีพี่เลี้ยงอย่าง IAEA มาช่วยดู
โดยก่อนจะปักหลักพื้นที่ดำเนินโครงการ ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามกฎหมาย ซึ่งด่านนี้มีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็ต้องทำอย่างเต็มที่ ใส่ใจ และให้เวลา เปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส
มาถึงตรงนี้ก่อนจะไปสเต็ปอื่นๆ การสื่อสารกับประชาชนต้องมาได้แล้ว ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวม เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR มาตรการด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม เหตุผลที่เอา SMR มาใส่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึงง่ายผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย ต่อไปก็มีการทำกิจกรรมกับประชาชนในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ เปิดกว้างให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในประเด็นด้านความปลอดภัย สุขภาพ ผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงแนวทางการสนับสนุนชุมชน ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจร่วมกันบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















