ประเทศไทยในวันนี้ กำลังออกอาการ “สาหัส” ในหลายแง่-หลายด้าน ทั้งการเมือง ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาสังคม ที่กำลังกลายเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่นับตั้งแต่วันแรกของการขึ้นเป็นผู้นำประเทศ จนถึงเวลานี้ก็ครบ 1 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่จนแล้วจนรอด จนถึงเวลานี้ หากโยนคำถามไปยัง “กระแสสังคม” จะรู้สึกอย่างไรกันบ้าง กับฝีมือการบริหารงานของ “นายกฯ อนุทิน” โดยเฉพาะการนำพาให้คนไทยทั้งประเทศ “อยู่ดีกินดี” ยิ่งขึ้น
เชื่อได้เลยว่า…คำตอบส่วนใหญ่ น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ยังไม่เห็น” แม้ว่ารัฐบาลของ “นายกฯ หนู” อาจงัดหลายมาตรการออกมาเพื่อดูแลปัญหาปากท้องประชาชนคนไทย
แต่สารพัดมาตรการเหล่านั้น ยังเป็นเพียงแค่ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เท่านั้น เรียกง่าย ๆ ก็เป็นเพียงแค่ ประคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปให้ได้
ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบที่แสนสาหัสไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดอยู่ในวังวนของอาการ “แก่ก่อนรวย”

ที่สำคัญ! ยังมีปัญหาภูเขาหนี้ก้อนมหึมาที่
ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิ
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในภาพรวมของหนี้ภาคครัวเรือนแม้ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่รัฐบาลยังต้องกู้เงินมาพยุงเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ภาพรวมหนี้ยังอยู่ในระดับสูงอยู่
สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “สถิติบนกระดาษ” เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เห็นชัดเจนว่า… ณ เวลานี้ เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังช็อกและไร้แรงขับเคลื่อน
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือ โครงสร้างหนี้ที่ไม่สมประกอบ แม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะดูเหมือนแผ่วลงเล็กน้อยจากการที่ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น เนื่องจากความเปราะบางทางรายได้
แต่ภาครัฐกลับต้องแบกรับภาระมหาศาลในการกู้เงินเพื่อเข้ามาพยุงลมหายใจของเศรษฐกิจในประเทศ ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นภาพจำลองของงบดุลที่ถูกล็อกตาย อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เปรียบเสมือนคนไข้ที่ต้องพึ่งพาสายน้ำเกลือไปตลอดกาลเพราะร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ทิสโก้ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่กำลังเดินตามรอยเส้นทางสายมืดที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญเมื่อสองทศวรรษก่อน หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าภาวะ “Japanification” คือเศรษฐกิจโตต่ำเรื้อรัง เงินเฟ้อฝืดเคือง และกำลังแรงงานก็ยังหดตัวที่หดตัว
เรียกได้ว่า ไทยกำลังก้าวเดินเข้าสู่วิกฤตินี้อย่างรวดเร็ว แถมยังเป็นไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัวอีกต่างหาก ในญี่ปุ่นวันที่ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยังมีรายได้ต่อหัวที่ประมาณ 1.23 ล้านบาท แต่คนไทย มีรายได้ต่อหัวประมาณ 9 แสนบาท ซึ่งถือว่าเป็นที่มาของคำว่า “แก่ก่อนรวย” ก็เป็นไปได้
ไม่เพียงเท่านี้ ไทยยังมีจำนวนผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไปที่ระดับ 14% โดยใช้เวลาห่างกันเพียง 28 ปี ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ร่วงหล่นลงต่ำกว่า 2.0 และดิ่งลงยิ่งกว่าแนวโน้มของญี่ปุ่นสวนทางกับตัวเลขที่ต้องอยู่อย่างน้อย 2.1 เพื่อรักษาสมดุล
ด้วยเหตุนี้…ความต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือรถยนต์ จึงเหือดแห้งลงตามธรรมชาติ เมื่อดีมานด์ในประเทศหดหาย เงินเฟ้อจึงนิ่งสนิท อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นไม่ได้ และวงจรอุบาทว์ที่เรียกว่า “Deleveraging”
วงจรนี้ได้บีบให้ภาคครัวเรือนที่

เหนืออื่นใดศักยภาพการเติบโตระยะยาว ถูกบั่นทอนลงเรื่อย ๆ จนภาคธุรกิจและประชาชนสูญเสียเข็มทิศ ไม่รู้จะนำเงินไปลงทุนในทิศทางใด กลายเป็นวัฏจักรซ้ำซากที่ขับเคลื่อนประเทศให้ดำดิ่งลงทีละน้อย
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปัจจุบันตกต่ำลงเหลือไม่ถึง 20% ของจีดีพี ส่วนประสิทธิภาพการลงทุน ก็ยังเสื่อมถอย เดิมไทยใช้สัดส่วนการนำเข้าสินค้าทุนเพียง 11% เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนให้สูงถึง 35% ของจีดีพี
แต่เวลานี้สถานการณ์กลับตาลปัตรจนน่าใจหาย เพราะไทยต้องใช้สัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 14% เพื่อแลกกับการลงทุนที่ลดฮวบเหลือเพียง 20% เท่านั้น การพึ่งพาสินค้านำเข้ามหาศาลโดยที่มูลค่าเพิ่ม ไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีเงินรั่วไหลออกนอกประเทศอย่างน่าเสียดาย ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลประมาณ 3% แม้ว่าทุนสำรองระหว่างประเทศในปัจจุบันจะยังพอประคับประคองการนำเข้าได้ ก็ตาม แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไทยอาจหลุดหายจากวงโคจรโลกก็ได้
สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายฝ่ายหลายแวดวง ต่างเรียกร้องให้ผู้นำประเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งปรับโครงสร้างประเทศ เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
เพราะ…. หากไม่เร่งลงมือทำอย่างจริงจัง ไทยจะเป็นประเทศแรก ๆ ในโลก ที่ต้องเผชิญกับสภาพ “แก่ก่อนรวย” และความรุ่งเรืองที่เคยมีมาในอดีต อาจเลือนรางหายไป!
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















