“เหล่าทัพ” พร้อมรับมือฝนตกหนัก บูรณาทุกภาคส่วนช่วยประชาชน

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“….พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้สั่งการให้หน่วยทหารติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออ….”

@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 26 ก.ย.69 จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีคำเตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากช่วง 25–27 กันยายน 2569 ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ 

@@@……กองบัญชาการกองทัพไทย…..พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้สั่งการให้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยให้ สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์สมทบ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 15 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยในพื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที

@@@……ทั้งนี้ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาได้เตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัยในทุกด้าน ทั้งการสำรวจและประเมินพื้นที่ได้รับผลกระทบ การเคลื่อนย้ายประชาชนและสิ่งของออกจากพื้นที่เสี่ยง การขนส่งและแจกจ่ายน้ำดื่ม อาหาร และสิ่งของจำเป็น การเปิดเส้นทางและกำจัดสิ่งกีดขวาง การสนับสนุนยานพาหนะและเครื่องจักรกล ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่และสาธารณประโยชน์ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย โดยจะบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

@@@……ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กำชับให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวลุ่มน้ำสะแกกรัง พร้อมปรับกำลังและยุทโธปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ทั้งนี้ กองทัพไทยพร้อมระดมศักยภาพทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือทุกประเภท เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยยึดความปลอดภัยและการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ

@@@……กองทัพบก….พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้สั่งการให้หน่วยทหารติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก พร้อมกำชับให้หน่วยทหารประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการประเมินพื้นที่เสี่ยง การวางแผนเผชิญเหตุ และการเตรียมแนวทางช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติเป็นไปอย่างเป็นระบบ ลดการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อสถานการณ์รุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ กองทัพบกได้กำชับทุกหน่วยให้ติดตามปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม พื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ทางน้ำไหล พร้อมเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ให้สามารถสนับสนุนจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด

@@@……กองทัพอากาศ….พล.อ.อ.วิสุทธิ์ สมภักดี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการพลังงานทดแทน กองทัพอากาศ เป็นประธานการจัดพิธีเปิดโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในพื้นที่กองทัพอากาศ ร่วมกับ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณเทิดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), ผู้บริหาร ปตท.จำกัด (มหาชน) และ นายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ ร่วมพิธี ณ อาคารอเนกประสงค์ กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ

@@@……การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กองทัพอากาศในครั้งนี้ นับว่าเป็นโครงการมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน ตลอดจนลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ อีกทั้งยังเพิ่มพูนความรู้และทักษะในด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดี รวมถึงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างกองทัพอากาศและบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โดยโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยโครงการ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ Solar Floating กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ, โครงการ Solar Floatingกองโรงงานสรรพาวุธ 3 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ และโครงการ Solar Rooftop ณ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือระหว่าง กองทัพอากาศและ ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้มีการพัฒนาการต่อเนื่องจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยความร่วมมือดังกล่าวได้ต่อยอดสู่การดำเนินโครงการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ ณ สวนสุขภาพกองทัพอากาศ (ศูนย์กีฬา–สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี) เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

@@@……ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพานิชย์แล้วเมื่อเดือนมกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างความร่วมมือกับภาครัฐอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับพันธกิจของกองทัพอากาศในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเป็นต้นแบบของหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการและดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในเดือนมิถุนายน 2568 กองทัพอากาศ และ ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ขยายความร่วมมือในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กองทัพอากาศ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ลดต้นทุนด้านพลังงาน และสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศเพิ่มเติม จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ Solar Floating ณ กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ โครงการ Solar Floating ณ กองโรงงานสรรพาวุธ 3 กรมสรรพาวุธทหารอากาศ และ โครงการ Solar Rooftop โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช ดังที่กล่าวมาข้างต้น

@@@……ทั้งนี้ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2.48 เมกะวัตต์ (MWp)โครงการทั้ง 3 พื้นที่ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องภายใต้ “บันทึกข้อตกลง (MOA)โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่กองทัพอากาศ” โดยมีระยะเวลาสัญญา 25 ปี ซึ่งสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของกองทัพอากาศได้ประมาณ 2.1 ล้านบาท ต่อปี หรือประมาณ 52 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ40,280 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดอายุสัญญา หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้โตเต็มวัยประมาณ 4.27 ล้านต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

@@@……นอกจากนี้ กองทัพอากาศ และ ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังมีความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน และ Smart Energy ในการขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Solar Rooftop และ Solar Carport ณ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 558 กิโลวัตต์ และ ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่อื่นของกองทัพอากาศเพิ่มเติม ได้แก่ 1. โครงการ Solar Rooftop และ Solar Carport โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ 2. โครงการ Solar Rooftop และ Solar Floating สำนักงานผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง 3. โครงการ Solar Rooftop และ Solar Carport กรมยุทธศึกษาทหารอากาศการดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 3 โครงการในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียนระหว่างกองทัพอากาศ และ ปตท. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์กรควบคู่กับการขับเคลื่อนประเทศด้านพลังงาน ตามทิศทางที่รัฐบาลกำหนด และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน

@@@……กระทรวงกลาโหม….นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องยุทธนาธิการ ศาลาว่าการกลาโหม โดยมี พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงานด้านกฎหมาย หน่วยงานด้านการวิจัยและเทคโนโลยี เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

@@@……การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการประชุมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ซึ่งมี รมว.กลาโหมเป็นประธาน โดยนำปัญหาและข้อจำกัดที่ได้รับฟังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสามารถเชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การผลิต การจัดหาและการใช้งานจริง ไปจนถึงการต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ

@@@……รองนายกรัฐมนตรีได้ถ่ายทอดแนวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในและการพึ่งพาตนเอง” โดยเฉพาะในบริบทที่สถานการณ์ความมั่นคง เทคโนโลยี และรูปแบบของภัยคุกคามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ว่า กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา เมื่อสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนให้เหมาะสม เพื่อให้กฎหมายยังคงทำหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัย ขณะเดียวกันต้องไม่กลายเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ

@@@……การที่รองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย พร้อมทั้งมีความเข้าใจต่อบริบทความมั่นคงและรูปแบบภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป เข้ามาร่วมขับเคลื่อนในครั้งนี้ จึงมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงมิติด้านกฎหมายเข้ากับความต้องการด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณาว่า สิ่งใดจำเป็นต้องคงไว้เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย สิ่งใดควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน และสิ่งใดจำเป็นต้องเพิ่มเติมเพื่อรองรับเทคโนโลยีและภัยคุกคามในอนาคต

@@@……ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาคความมั่นคงกับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลักดันให้องค์ความรู้และงานวิจัยของไทยสามารถก้าวจากห้องทดลองไปสู่การทดสอบ การรับรองมาตรฐาน การผลิต และการใช้งานจริง รวมทั้งต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ ความร่วมมือและความจริงใจของทุกฝ่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มองว่าอุปสรรคด้านใดเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ร่วมกันพิจารณาทั้งระบบ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการรักษามาตรฐานและความปลอดภัย กับการเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยี งานวิจัย และผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถและแข่งขันได้

@@@……พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รรมว.กลาโหม กล่าวย้ำว่า กระทรวงกลาโหมพร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดในทุกมิติ เพราะการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีความสำคัญทั้งต่อความมั่นคง ความพร้อมของกองทัพ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหมจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เชื่อมต่อกันทั้งระบบ ตั้งแต่ งานวิจัย–การพัฒนา–การทดสอบ–การรับรองมาตรฐาน–การผลิต–การจัดหา–การใช้งานจริง–การส่งออก โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาและผลิตภายในประเทศ ซึ่งผ่านมาตรฐานและมีศักยภาพ สามารถเข้าสู่การใช้งานจริง และนำผลจากการใช้งานกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ภารกิจได้ดียิ่งขึ้น

@@@……แนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึงการพิจารณากลไกสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ แนวคิด “รัฐเป็นผู้ซื้อรายแรก” (First Buyer Policy) การพัฒนาระบบมาตรฐานยุทโธปกรณ์ การสนับสนุนพื้นที่และกระบวนการทดสอบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้นำยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทยไปทดสอบและใช้งานในการฝึกของเหล่าทัพ รวมถึงการฝึกร่วม/ผสมกับต่างประเทศ เพื่อพิสูจน์ขีดความสามารถภายใต้สภาพแวดล้อมการใช้งานจริง นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับประเทศไทยใน NATO Codification System (NCS) จาก Tier 1 สู่ Tier 2 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และสิ่งอุปกรณ์ทางทหารของไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

@@@……รมว.กลาโหม กล่าวว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทย “ผลิตยุทโธปกรณ์ได้เอง” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ศักยภาพของคนไทยสามารถเดินไปได้ตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การคิดค้นและวิจัย จนถึงการผลิตและนำไปใช้ประโยชน์จริง หากคนไทยคิดได้ วิจัยได้ และผลิตได้ เราต้องช่วยกันสร้างระบบและโอกาสให้สิ่งที่คนไทยทำได้เข้าสู่การใช้งานจริง และต่อยอดไปได้ไกลกว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงกลาโหม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ให้เป็นขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศ สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาจากภายนอก และต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

…………..

คอลัมน์  : “Military Key”

โดย.. “รหัสมอร์ส”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img