เวลาสังคมไทยเกิดวิกฤติทางสังคม เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือชุมชนประสบเภทภัยต่าง ๆ สิ่งหนึ่งเห็นจนชินตานั่นคือมีพระสงฆ์จำนวนมากออกมาช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เช่น น้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คราวนี้ มีวัดหลายวัดที่มีศักยภาพ ทำโรงทาน เปิดศาลาเป็นศูนย์พักพิง หรือแม้กระทั่งจัดสถานที่จอดรถให้ฟรี
ความเป็น “พระสงฆ์” โดยปกติจิตใจของท่านมีเมตตาเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว เมื่อเห็นประชาชนเกิดปัญหา อันไหนพอช่วยได้ พวกท่านเหล่านั้นก็ยินดีสละทรัพย์สินและสละเวลาดูแลสังคม ตามที่พระวินัยกำหนดให้ทำได้
“เปรียญสิบ” เห็นภาพพระสงฆ์พายเรือ ลุยน้ำ แจกอาหาร ประชาชนตามบ้านเรือน คอยดูแลประชาชนที่มาพักที่วัด ทั้งให้กำลังใจและนำทำวัตรสวดมนต์

“เปรียญสิบ” มองภาพคือความสวยงามของคณะสงฆ์ผู้เจริญรอยตาม “พระสมณโคดม”
ต้องมีจิตเมตตาอนุเคราะห์ ผู้ถวายข้าว ถวายน้ำให้ยังชีพ เมื่อเจอเพื่อนมนุษย์ประสบภัยแล้วพระสงฆ์ต้องออกจากวัดช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“เปรียญสิบ” ไม่อยากเห็นชาวพุทธที่ “กอดคัมภีร์-เคร่งศาสนา” ไปต่อว่าต่อขานพวกท่านว่า การแจกอาหาร เปิดโรงทาน มิใช่กิจ..ของสงฆ์
หลายปีมานี้ วัดและพระสงฆ์เป็น ที่พึ่งของชุมชนหมู่บ้านขนานแท้!!

“เปรียญสิบ” เสียดายว่า “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” ต้องหลุดจากตำแหน่ง “ประธานฝ่ายสาธารณสงเคราะห์” ของมหาเถรสมาคมตามสังฆราโชบาย น้ำท่วมคราวนี้หรือทุกคราวในอดีต “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” เป็นพระมหาเถระรูปแรก ๆ ใน “มส.” ที่ออกนำหน้า “พระหนุ่มเณรน้อย” ช่วยเหลือประชาชน คราวนี้ก็เช่น “สมเด็จพระมหาธีราจารย์” เช่นกันออกแถลงการณ์ ให้กำลังใจคณะสงฆ์และประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม
จริงอยู่!! ในสังฆราโชบายด้านสาธารณสงเคราะห์ให้คณะสงฆ์ทำร่วมกัน
แต่!! สังคมไทยเป็น “สังคมอุปถัมภ์” ยึดผู้นำเป็นเข็มทิศ เมื่อไม่มีหัวไม่มีหาง ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์อาจดู..อ่อนแอลง

การช่วยเหลือการระดมทุน “ต่างคนต่างทำ” ดูเสมือนไม่มีเอกภาพ
“เปรียญสิบ” ขอถวายกำลังใจให้คณะสงฆ์ทำกิจนี้ต่อไป เว้นพระสงฆ์หรือวัดที่ไม่มีกำลังนั่นก็ถือว่า
เป็นข้อ..ยกเว้น!!
แต่สำหรับวัดและพระภิกษุที่พอมีกำลัง..จงทำไปเถิด การสงเคราะห์ประชาชนถือว่าเป็นการสงเคราะห์โลก

ไม่ว่าพระภิกษุหรือคฤหัสถ์คนที่มีจิตคิดช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ถือว่าเป็นผู้มีหัวใจแห่ง “พระโพธิสัตว์” ส่วนพระภิกษุรูปใด..มุ่งหวังพระนิพพาน ไม่สนใจ “โลกิยะ” ก็กราบขออนุโมทนา
“เปรียญสิบ” จำได้ว่าตอนที่คณะสงฆ์คิดปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เป้าหมายหนึ่งที่วางไว้คือการทำวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่พึ่งของชุมชนในทุกมิติ
ยุคนี้!! สังคมพุทธไทยกำลัง “แอนตี้” อภิสิทธิชน มองทุกอย่างต้องเท่ากัน พระภิกษุในฐานะเป็น “สัตว์สังคม” จะปฎิเสธ ละเลย ละทิ้ง ไม่แลเห็นใจผู้กำลังประสบกับความ “ทุกข์ยาก” และ “การสูญเสีย” ไม่ได้
น้ำท่วมคราวนี้ ภาพที่ “คณะสงฆ์” ออกมาช่วยเหลือประชาชนคือตอบโจทย์ได้อย่างหนึ่งว่า “พระสงฆ์” มีไว้ทำไม!!

ความเป็นพระสงฆ์ยุคนี้ให้โยมสบายใจอย่างเดียวไม่พอ..ต้องสบายกายด้วย
“เปรียญสิบ” เห็นวัดพระธรรมกาย วัดชลประทาน วัดลาดปลาเค้า วัดสุทธิ คณะสงฆ์จังหวัดสระแก้ว และอีกหลายวัดที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนทีประสบภัยน้ำท่วม
เป็นที่ซาบซึ้งน้ำใจไม่เฉพาะเปรียญสิบเท่านั้น คิดว่า “สังคมไทย” โดยรวมก็ซาบซึ้งน้ำใจของคณะสงฆ์ ต่างยกมือท่วมหัวอนุโมทนา..สาธุ
ขณะชาวโซเชียลบางส่วนถามหา “วัดใหญ่” กลางเมือง กลางกรุง ที่พวกเขารู้ว่าวัดเหล่านั้นมี “ทรัพย์สิน” และ “เงินทุน” จำนวนมาก และก็รู้อีกว่า “วัดและเจ้าอาวาส” มิได้ดำรงตนอยู่เพื่อมุ่งพระนิพพาน

แต่ทำไม “แล้งน้ำใจ” ไม่สละทรัพย์ ไม่สละสถานที่ภายในวัด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมกันบ้าง!!
“เปรียญสิบ” ในฐานะเปรียญลาพรตเข้าใจเจ้าอาวาสและวัดบางวัดดี เนื่องจากรู้ว่าหลายวัดมีภารกิจอื่น ๆ อยู่
แต่ก็มีหลายรูปหลายวัดไม่ยอมสละวัดให้เป็นศูนย์พักพิง ไม่ยอมสละเงินจริง ๆ ดังที่ชาวโซเชียลว่าแล้งน้ำใจนั่นแหละ!! เอาแต่ได้ รู้แต่เก็บอย่างเดียว!!
……………………………………..
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย…“เปรียญสิบ” / [email protected]



















