ช่วงนี้ กรุงเทพฯ ต้องเจอวิกฤติหนักจากปัญหาฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตาหลายวันติดต่อกัน ชนิดไม่ทันตั้งตัว ทรัพย์สินเสียหายหนัก ก่อนหน้านี้ปัญหาใหญ่สุดของคนกรุงเทพฯ คือ การจราจรติดขัด ที่มักถูกมองว่า เป็นเรื่องคนใช้รถที่ต้องเสียเวลาอยู่บนถนน
อันที่จริงปัญหานี้ใหญ่กว่านั้นมาก เพราะทุกนาทีที่คนสูญเสียกับการเดินทาง คือ เวลาที่หายไปจากการทำงาน การค้าขาย การพักผ่อนและการใช้ชีวิต
“ธนาคารโลก” ประเมินว่า “รถติดสร้างต้นทุนถึงประมาณ 7-10% ของ GDP ต่อปี”
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาจราจร แต่เป็นเหมือนภาษีต่อผลิตภาพหรือต้นทุน ที่คนกรุงเทพฯ และเศรษฐกิจไทยต้องจ่ายทุกวัน
และนี่คือ รายงานล่าสุดของ “ธนาคารโลก” เรื่อง “Thailand Cities of the Future” ที่กำลังบอกเราว่า ปัญหาของประเทศไทยทุกวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ โตไม่พอ แต่เป็นเพราะประเทศไทยพึ่งกรุงเทพฯ มากเกินไป กรุงเทพฯ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่มีขนาดทางเศรษฐกิจและประชากรทิ้งห่างเมืองใหญ่อื่น ๆ อย่างมาก การมีเมืองหลวงที่แข็งแรงไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม กรุงเทพฯ เป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินมาได้ไกลถึงวันนี้ ทั้งเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า บริการ ท่องเที่ยวและการศึกษา และสำนักงานใหญ่ของธุรกิจจำนวนมาก ปัญหาจึงไม่ใช่คำถามว่า “จะลดความสำคัญของกรุงเทพฯหรือไม่” แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ แข็งแรงขึ้นและให้เมืองอื่นแข็งแรงด้วย

นี่คือ ความหมายของคำว่า “เครือข่ายเมือง” ที่ธนาคารโลกกำลังเสนอ เพราะการกระจายความเจริญ ไม่ได้หมายความว่า เอาเงินไปสร้างถนน สร้างอาคาร หรือสร้างศูนย์ข้าราชการในทุกจังหวัดแล้วเรียกว่าพัฒนาเมือง ถ้าหากแต่ละเมืองยังไม่มีงาน ไม่มีธุรกิจ ไม่มีคนที่มีทักษะ และไม่มีระบบเชื่อมโยงกับตลาด การลงทุนเหล่านั้นอาจกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานไม่เต็มศักยภาพ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำไม่ใช่ “การแบ่งเค้ก” จากกรุงเทพฯ ไปให้ทุกจังหวัดเท่า ๆ กัน แต่ต้องทำให้ “แต่ละเมือง” มีบทบาททางเศรษฐกิจและเกื้อหนุนกัน เมืองหนึ่งอาจจะเด่นเรื่องการท่องเที่ยว อีกเมืองหนี่งด้านเกษตร และอาหาร อีกเมืองด้านอุตสาหกรรม อีกเมืองด้านดิจิทัลสุขภาพ หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อเมืองต่าง ๆ มีความเชี่ยวชาญของตัวเองและเชื่อมโยงได้ดี เศรษฐกิจของประเทศก็จะไม่พึ่งพาเครื่องยนต์เพียงตัวเดียว เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งเมื่อมองไปข้างหน้าเพราะไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยากขึ้นเรื่อย ๆ
“ธนาคารโลก” ระบุด้วยว่า ในช่วงปี 2010-2020 ประมาณ 89% ของการเติบโต GDP มาจากเขตเมือง หากไทยต้องการเข้าสู่ประเทศมีรายได้สูงภายในปี 2037 จะต้องทำให้ GDP ต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในทศวรรษหน้า ขณะที่ในช่วงปี 2021-2024 เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2.2% ต่อปีนั้น แปลว่า โมเดลการพัฒนาแบบเดิม ๆ อาจไม่พอ เราจะหวังให้กรุงเทพฯ เป็นเครื่องยนต์หลักเพียงเครื่องเดียว แล้วเร่งเครื่องให้แรงขึ้นคงทำได้ยาก เพราะเมื่อเมืองใหญ่เกินไปต้นทุนก็เพิ่มตามมา ทั้งรถติด ราคาที่ดิน ค่าเดินทาง มลพิษ ความแออัด และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น กรุงเทพฯ ยังมีความเสี่ยงที่เราไม่ควรมองข้ามคือ ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาอุทกภัยปี 2554 เป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่สุด ความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.43 ล้านล้านบาทหรือ 12.6% ของ GDP และภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี ความเสียหายไม่ได้จบลงวันที่น้ำลด เพราะเมื่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมหยุดผลิต ห่วงโซ่อุปทานก็หยุดตาม บริษัทที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งไม่ได้ถูกน้ำท่วมก็ได้รับผลกระทบไปด้วย นี่คือ ความเสี่ยงของการที่เศรษฐกิจของประเทศกระจุกตัว

“ธนาคารโลก” ยังประเมินว่า ภายใต้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ “น้ำท่วม” อาจสร้างความสูญเสียเฉลี่ยประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 0.5% ของ GDP ภายในปี 2030 และหากเกิดน้ำท่วมรุนแรงระดับ 1 ครั้งใน 50 ปี ความเสียหายต่อผลผลิตอาจเกิน 10% ของ GDP ดังนั้น การกระจายเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อยากให้ต่างจังหวัดเจริญ” แต่มันคือ ยุทธศาสตร์ลดความเสี่ยงของประเทศ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าประเทศมีโรงงานสำคัญกระจายหลายพื้นที่ มีศูนย์โลจิสติกส์หลายแห่ง มีเมืองที่มีทักษะและมีธุรกิจของตัวเองและมีระบบรถไฟ ถนน ดิจิทัล และพลังงานเชื่อมโยงกัน เมื่อพื้นที่หนึ่งประสบปัญหา ระบบเศรษฐกิจส่วนอื่นยังสามารถเดินต่อได้ ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
แต่โจทย์ใหญ่ของไทยอยู่ตรงที่ “เมืองรอง” ยังขาดเงื่อนไขหลายอย่าง ที่ทำให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ บางเมืองมีสนามบิน แต่ไม่มีเที่ยวบินเพียงพอ บางเมืองมีมหาวิทยาลัย แต่ไม่สามารถเชื่อมมหาวิทยาลัยกับธุรกิจท้องถิ่นได้ บางเมืองมีแหล่งท่องเที่ยว แต่ไม่มีระบบขนส่งและบริการรองรับ บางเมืองมีสินค้าเกษตรที่ดี แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากพอ ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า เมืองเหล่านี้ไม่มีศักยภาพ แต่ระบบเศรษฐกิจยังไม่สามารถเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นผลิตภาพได้อย่างเต็มที่
“ธนาคารโลก” จึงเสนอองค์ประกอบสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละเมือง 2.ความหนาแน่นทางเศรษฐกิจ 3.ความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ 4.โครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น และ 5.สถาบันที่เข้มแข็ง ต้องเลิกคิดว่า “สร้างอะไรให้เมืองดี” แล้วเปลี่ยนเป็น “เมืองนี้ควรโตจากอะไร” และรัฐต้องลงทุนอะไรเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เพราะถ้ารัฐบาลลงทุนแบบกระจายงบประมาณให้ทุกพื้นที่เท่า ๆ กัน ผลลัพธ์อาจไม่เกิดอะไรขึ้นมากนัก แต่ถ้าเลือกเมืองมีศักยภาพ แล้วอัดโครงสร้างพื้นฐานการศึกษา ระบบขนส่งเทคโนโลยีและเงินทุนเข้าไปพร้อมกัน เมืองอาจจะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของภูมิภาค
ที่สำคัญ “เมืองรอง” ควรถูกมองว่า เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยไม่ได้ขาดเมือง แต่ขาดระบบเมืองที่ทำงานร่วมกันและหากมองให้ไกลกว่าปัญหารถติด น้ำท่วมหรือความแออัด
สิ่งที่กำลังพูดถึงจริง ๆ คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ จาก “กรุงเทพฯ กับพื้นที่อื่น ๆ” ไปสู่ประเทศที่มีกรุงเทพฯ และเครือข่ายเมืองเศรษฐกิจหลายแห่ง ถึงตอนนั้นการพัฒนาเมืองรองจะไม่ใช่นโยบายเพื่อความเท่าเทียมเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นนโยบายเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มการลงทุน สร้างงานและกระจายความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยเพราะเศรษฐกิจที่ดีอาจไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีเมืองหนึ่งเมืองใดโตที่สุด
แต่คือ เศรษฐกิจที่หลายเมืองโตไปด้วยกัน และเมื่อเมืองหนึ่งสะดุด เมืองอื่นยังช่วยพยุงให้ประเทศเดินต่อไปได้
………….
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















