“ศุภชัย ใจสมุทร” ชวนสังคมเปิดใจทบทวนระบบ “เงินบำรุง” ไทยพีบีเอส หลังใช้กลไกผูกกับฐานภาษีสุรา-ยาสูบมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ย้ำการนำเงินกลับเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ ไม่ได้แปลว่ารัฐจะควบคุมข่าว พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้างบุคลากร ค่าใช้จ่าย และประสิทธิภาพการใช้เงินสาธารณะ
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขระบบ “เงินบำรุง” ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยขอให้สังคมแยกประเด็นการทบทวนระบบการเงินออกจากข้อกล่าวหาว่าใครกำลังพยายามทำลายหรือแทรกแซงสื่อสาธารณะ เพราะหัวใจสำคัญคือการบริหารและตรวจสอบ “เงินของประชาชน”
นายศุภชัยกล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินถือเป็นอำนาจสาธารณะที่สำคัญ รัฐธรรมนูญจึงกำหนดระบบการเงินการคลังและงบประมาณไว้อย่างเข้มงวด การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องมีฐานกฎหมาย ขณะที่งบประมาณรายจ่ายต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา หลักสำคัญคือเงินสาธารณะต้องมีที่มา มีเหตุผลในการใช้ มีผู้รับผิดชอบ และสามารถตรวจสอบได้
เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มาตรา 12 ได้กำหนดกลไกทางการเงินที่มีลักษณะพิเศษ โดยกำหนด “เงินบำรุงองค์การ” ให้ผูกกับฐานภาษีสุราและยาสูบ และให้เป็นรายได้ขององค์การโดยตรง ขณะที่มาตรา 13 กำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรดำเนินการจัดเก็บ
นายศุภชัยระบุว่า ดังนั้นควรพูดให้ถูกต้องว่า ไทยพีบีเอสไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดเก็บภาษีเอง แต่กฎหมายได้สร้างกลไกทางการคลังที่ทำให้องค์กรมีรายได้ผูกกับฐานภาษี โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณรายปีตามปกติ
ส่วนแนวคิดในการออกแบบระบบดังกล่าว นายศุภชัยกล่าวว่า เข้าใจเหตุผลของผู้ร่างกฎหมายในขณะนั้น โดยเฉพาะ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ซึ่งมีบทบาททางความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสื่อสาธารณะและแนวคิด Earmarked Tax หรือการจัดเก็บภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินไว้โดยเฉพาะ เพื่อสร้างความเป็นอิสระทางการเงินให้แก่สื่อสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยตั้งคำถามว่า หากระบบดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน คำว่า “นวัตกรรม” จะหมายความว่าเราต้องใช้ระบบเดิมตลอดไปโดยไม่สามารถทบทวนได้หรือไม่
นายศุภชัยยังหยิบยกข้อสังเกตของนายเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส ซึ่งตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนวัตกรรม” โดยเปรียบเทียบว่า แม้บ้านหลังหนึ่งจะถูกออกแบบมาอย่างดีและใช้วัสดุที่มีคุณภาพ แต่เมื่ออยู่อาศัยไปแล้วเกิดปัญหา สิ่งที่ควรพิจารณาคือสภาพของบ้านในปัจจุบัน ไม่ใช่อ้างเพียงว่าแบบบ้านในวันแรกดีเพียงใด
พร้อมกันนี้ นายศุภชัยกล่าวว่า เหตุผลที่สังคมควรกล้าทบทวนระบบดังกล่าว คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้มาจากนักการเมืองหรือบุคคลภายนอกไทยพีบีเอสเท่านั้น แต่ยังมาจากบุคคลภายในองค์กรเอง โดยยกกรณีนายบุญเลิศ คชายุทธเดช หรือ “บุญเลิศ ช้างใหญ่” กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ซึ่งออกมาเขียนถึงปัญหาภายในองค์กร
นายศุภชัยระบุว่า นายบุญเลิศให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างค่าใช้จ่าย ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ การจ้างบุคลากรหลังเกษียณกลับมาทำงาน รวมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษในอัตราค่าตอบแทนสูง โดยยกตัวอย่างการจ้างผู้เกษียณกลับมาเป็น “โค้ช” เดือนละ 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน และการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษบางตำแหน่งในระดับเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนายบุญเลิศตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังขาแก่พนักงานบางส่วน
นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ยังมีคำถามถึงประสิทธิภาพขององค์กรว่า ขณะที่สำนักข่าวบางแห่งมีบุคลากรเพียง 10–20 คน แต่สามารถลงพื้นที่ รายงานสด และผลิตผลงานข่าวที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เหตุใดไทยพีบีเอสซึ่งมีบุคลากรจำนวนมาก จึงยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการ รวมถึงจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกในอัตราที่สูง
นอกจากนี้ นายศุภชัยอ้างข้อมูลของนายบุญเลิศว่า การระบุว่าไทยพีบีเอสมีเงินใช้เพียงปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท อาจยังไม่สะท้อนรายได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่ายประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี รวมถึงดอกเบี้ยและรายได้อื่น ๆ โดยประเมินว่าเมื่อรวมกันแล้ว การใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับประมาณ 2,600–2,800 ล้านบาทต่อปี
“ผมไม่ได้ยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อตัดสินว่า การจ่ายเงินรายการใดผิดหรือทุจริต แต่ผมกำลังถามว่า เมื่อแม้แต่กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสเองยังออกมาตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ โครงสร้างบุคลากร ค่าตอบแทน และวิธีการใช้เงินขององค์กร เราจะยังบอกสังคมได้หรือว่า ระบบการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนไม่ควรถูกนำกลับมาทบทวน” นายศุภชัยกล่าว
นายศุภชัยกล่าวอีกว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้มีเพียงนายบุญเลิศ แต่ยังมีนายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการและอดีตผู้ดำเนินรายการของไทยพีบีเอส ที่ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพ คุณธรรม และความโปร่งใสขององค์กร ขณะเดียวกันยังมีสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินที่ไทยพีบีเอสได้รับและการบริหารจัดการภายใน
นอกจากนี้ นายศุภชัยกล่าวว่า ช่วงต้นปี 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนหลายประเด็น ทั้งการใช้ทรัพย์สินขององค์การ และการจัดซื้อจัดจ้างหรือการจ้างผลิตรายการบางประเภท โดยย้ำว่าการถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริต ทุกฝ่ายควรได้รับความเป็นธรรมและต้องรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการ
นายศุภชัยย้ำว่า การหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่การพิพากษาใคร แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เมื่อองค์กรหนึ่งได้รับกลไกทางการเงินที่มีลักษณะพิเศษมาเกือบ 2 ทศวรรษ และวันนี้คำถามไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากสื่อมวลชน อดีตคนในองค์กร กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ สังคมควรกลัวการทบทวนระบบ หรือควรเปิดระบบให้พิสูจน์ตัวเอง
“ผมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกไทยพีบีเอส ไม่ได้เสนอให้รัฐบาลเข้าไปสั่งข่าว และไม่ได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมเนื้อหาของสื่อ สิ่งที่ผมเสนอมีเพียงว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะนำกลไกทางการเงินส่วนนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาและตรวจสอบตามระบบรัฐสภา”
นายศุภชัยกล่าวว่า แม้แต่ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรสำคัญตามรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรเหล่านั้นจะสูญเสียความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับการที่องค์กรได้รับงบประมาณจากรัฐ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกแทรกแซงโดยรัฐ เพราะ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “ความรับผิดชอบในการใช้เงินสาธารณะ” เป็นคนละเรื่องกัน และสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
“วันนี้ไทยพีบีเอสมีอายุเกือบสองทศวรรษแล้ว โลกของสื่อเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้รับสารเปลี่ยน และระบบกฎหมายด้านการเงินการคลังของประเทศก็เปลี่ยน การทบทวนไม่ใช่การทำลาย การตรวจสอบไม่ใช่การแทรกแซง การแก้กฎหมายไม่ใช่การปิดปากสื่อ หากกลไกทางการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อปี 2551 ยังดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ก็ขอให้อธิบายด้วยข้อมูลและเหตุผล แต่ถ้าข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว ก็ควรกล้าทบทวน เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นแล้วห้ามแตะต้อง นวัตกรรมที่ดีต้องพิสูจน์ตัวเองได้ เงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้ และยิ่งรัฐมอบกลไกทางการเงินที่พิเศษให้ใครมากเท่าใด ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องสูงขึ้นเท่านั้น” นายศุภชัยกล่าว



















