ในช่วงนี้สปอตไลต์ต่างจับจ้องมายัง ประเทศไทย เริ่มจาก กลุ่มธนาคาร DBS Group Holding ประเมินเศรษฐกิจอีก 10 ปีข้างหน้าในช่วงระหว่างปี 2026-2035 ของ 6 ประเทศใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน หรือ SEA-6 จะเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี
โดย “เวียดนาม” ยังคงถูกยกให้เป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน ตามมาด้วย “มาเลเซีย” ถูกมองว่า มีพัฒนาการดีขึ้นมากที่สุด “อินโดนีเซีย” มีพัฒนาการที่ผสมผสาน “ไทย” รั้งท้ายเป็น ประเทศที่เติบโตช้าที่สุด!!!
ตัวเลขนี้ไม่ได้บ่งบอกแค่ว่า “ไทยโตช้า” แต่กำลังบอกว่า ไทยอยู่ในกลุ่มขยายตัวต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ไทยเป็นประเทศที่มีฐานการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน
คำถามคือ “ไทยโตช้าเพราะอะไร???” เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง!!!

ขณะเดียวกัน “ดร.ณพล จาตุรศรีพิทักษ์” ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute สาธารณรัฐสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute ได้กล่าวในงานสัมมนาของสำนักข่าวออนไลน์ “ไทยพลับลิกา” ในหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” ด้วยการตั้งคำถามว่า “เคยสงสัยเหมือนผมบ้างมั้ยครับว่าต่างประเทศมองประเทศไทยยังไง มุมมองเหล่านั้นมาจากไหน และส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างไร”
“ดร.ณพล” เล่าว่า ได้เข้าร่วมวงประชุมกับตัวแทนนักลงทุน และผู้กําหนดนโยบายในต่างประเทศ คนเหล่านี้…มีคําถามว่า หากจัดลำดับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไหนคุ้มค่าแก่ทรัพยากรการลงทุน คุ้มค่าต่อเวลา และจับตามองเป็นพิเศษในวงประชุมกำหนดเกณฑ์ 2 ข้อ คือ 1.ประเทศนั้นแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ดีแค่ไหน 2.มีน้ำหนักในเวทีภูมิรัฐศาสตร์มากน้อยแค่ไหน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศไหนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และมีน้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ มากพอที่ต้องจับตามอง
คำตอบที่ได้ กลุ่มแรก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ถูกมองจากนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศว่า มีทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจและน้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วน กลุ่มที่สอง คือ เวียดนาม ถูกจับตามองจากการเติบโตและการยกระดับการผลิต และ กลุ่มที่สามรั้งท้าย ไทย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และ ประเทศอื่น ๆ ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีศักยภาพเติบโตจำกัดคู่กับฟิลิปปินส์ ที่ได้ฉายาเป็น “คนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และ…เมียนมาซึ่งยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง
นี่คือ ชุดความเชื่อของไทยในสายตาโลก ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจว่า ประเทศอื่นจะปฏิบัติกับประเทศไทยอย่างไร แล้วเราจะทํายังไง ให้ไทยกลับมาเป็นผู้กําหนดชะตากรรมของตัวเองได้อีกครั้ง
ปัญหาของไทย ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจโตช้า แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทย กำลังสูญเสียความสามารถในการสร้างเครื่องยนต์ใหม่
ซึ่งตรงกับบทวิเคราะห์ของ ธนาคารโลก ว่า เครื่องยนต์เดิมทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว เริ่มแผ่วเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น เครื่องยนต์ตัวใหม่ ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งจากปัญหาทักษะแรงงาน การศึกษา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และระบบนิเวศน์ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม เมื่อเศรษฐกิจโตช้าปัญหาที่ตามมามีทั้งความเหลื่อมล้ำ หนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย ที่กลายเป็นปัจจัยกดทับกำลังซื้อและการลงทุน
สิ่งที่น่ากังวล คือ รัฐบาลต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งการช่วยเหลือ เยียวยาและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งที่ช่วงนี้ประเทศไทยควรต้องลงทุนระยะยาวมากที่สุด ทั้งคน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เมื่อเม็ดเงินถูกนำไปแก้ปัญหาระยะสั้น ทำให้พื้นที่การคลังมีข้อจำกัด กลายเป็นว่า เศรษฐกิจโตช้า แต่ประเทศกลับมีเงินลงทุนเพื่ออนาคตเหลือน้อยลง

ปัญหาใหญ่ที่สุด ที่ทำให้เศรษฐกิจโตช้าและพื้นที่การคลังแคบมาจาก “ปัญหาการเมืองภายในประเทศ” ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพและความต่อเนื่องของรัฐบาล มีการทำรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การยุบพรรคและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างสะสมมานาน ซึ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่ ต้องการเวลา การสร้างคนต้องใช้เวลา การพัฒนาเทคโนโลยีต้องใช้เวลา ถ้าการเมืองเปลี่ยนบ่อย ๆ นโยบายระยะยาว ก็เดินต่อได้ยาก นักลงทุนต้องคิดมากขึ้นว่า กติกาในวันนี้จะยังเหมือนเดิมในวันหน้าหรือไม่ ต้นทุนทางการเมืองจึงไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวเลขงบประมาณโดยตรง แต่สะสมอยู่ในโอกาสที่ประเทศต้องพลาดไปทีละน้อย
“ดร.ณพล” ยังวิเคราะห์บทบาทในเวทีต่างประเทศไว้อย่างน่าสนใจว่า ไทยเคยมีจุดแข็งหลายอย่าง เป็น พันธมิตรนอกนาโตของสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ในขณะเดียวกัน ก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ จีน โดยที่ไม่มีข้อพิพาทค้างคาเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ไทยเองเป็นผู้บุกเบิกการก่อตั้งอาเซียนที่กรุงเทพฯ ต่อมาเราก็ดำเนินนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า สลายเส้นแบ่งระหว่างอินโดจีนกับประเทศที่เหลือในภูมิภาค เปิดให้เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา เข้ามา
ปัจจุบัน บทบาทของไทยทั้งในเวทีโลกและในภูมิภาคกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เราอาจจะยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ “2 ประเทศมหาอำนาจ” เอาไว้ได้ แต่ “สิ่งที่หายไปคือ อำนาจต่อรอง” ในการผลักดันและรักษาผลประโยชน์ของเราภายใต้ความสัมพันธ์เหล่านั้น เช่น กรณีกับสหรัฐฯ เราโดนกดดันด้วยมาตรการภาษี ให้ยอมรับข้อตกลงที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กับจีนก็ไม่ต่างกัน เราสามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้มากก็จริง แต่เขาเป็นพี่-เราเป็นน้อง เราแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หรือมียุทธศาสตร์ในการกําหนดว่า การลงทุนเหล่านั้น จะพาเราขึ้นไปบนห่วงโซ่มูลค่าของโลกได้หรือไม่ ผลก็คือเราได้โรงงาน แต่ไม่ได้เทคโนโลยี เราอาจจะได้เงินลงทุนที่เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ไม่ได้ขีดความสามารถที่ตามมา กลายเป็นว่า ความสัมพันธ์แบบนี้เอง ก็สร้างปัญหาให้กับไทย เมื่อสหรัฐฯ มองว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นทางผ่านสำหรับสินค้าที่สวมสิทธิ์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
ในโลกที่ “เศรษฐกิจ” และ “ภูมิรัฐศาสตร์” แยกออกจากกันได้ยาก ประเทศไทยตอนนี้…ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการบริหารความสัมพันธ์กับ “2 ประเทศมหาอำนาจ” หลายคนวิเคราะห์ว่า เราเคยเป็น “ไผ่ลู่ลม” ในอดีต แต่วันนี้เรากลายเป็น “ไผ่ที่ไม่มีราก”
………….
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















