“อังคณา นีละไพจิตร” กล่าวรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เตือนอุดมการณ์ “ชัยชนะก้าวแรก” ของ “ปรีดี พนมยงค์” ชี้ภารกิจสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ยังไม่สิ้นสุด ตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังไม่ยึดโยงกับประชาชน กองทัพยังไม่อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน และกระบวนการยุติธรรมยังขาดความจริงใจในการปกป้องผู้เห็นต่าง
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะตัวแทนของสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวรำลึกในงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า เบื้องหลังชัยชนะของประชาชนในวันนั้นแลกมาด้วยความสูญเสียของหลายชีวิตและหลายครอบครัว แต่ความกล้าหาญของเหล่านักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการต่อต้านเผด็จการและวางแนวทางประชาธิปไตยให้แก่สังคมไทย ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา นายปรีดี พนมยงค์ ได้เคยให้นิยามผลของการต่อสู้ครั้งนั้นว่าเป็นเพียง “ชัยชนะก้าวแรก” ซึ่งคำนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะการทำให้ผู้นำเผด็จการพ้นจากตำแหน่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยาวไกล การพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องสร้างหลักประกันว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับความคุ้มครอง ผู้นำต้องถูกตรวจสอบได้ และความขัดแย้งต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี
สว.อังคณา กล่าวต่อว่า ประชาธิปไตยสมบูรณ์ในทัศนะของนายปรีดี คือการเชื่อมโยงระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ประชาชนต้องมีสิทธิ์มีเสียงในการปกครอง มีโอกาสทางเศรษฐกิจ และมีหลักประกันคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม โดยความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากประชาชนขาดสิทธิในการตรวจสอบการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนหลักการว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก็ต้องไม่มีใครถูกใช้ความรุนแรงหรือถูกคุกคามเพียงเพราะเห็นต่าง
นางอังคณา กล่าวอีกว่า เพื่อไปให้ถึงประชาธิปไตยสมบูรณ์ สังคมไทยต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง ได้แก่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้กติกาสูงสุดเคารพเสียงข้างมากและคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มน้อย การปฏิรูปกองทัพ กำหนดให้กองทัพต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน และใช้อาวุธเพื่อปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่ใช้อำนาจยึดอำนาจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเลิกใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือคุกคามผู้เห็นต่างทางการเมือง และการกระจายอำนาจและสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมสวัสดิการรัฐ รักษาสิทธิแรงงาน และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง
นางอังคณา กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ การรักษาประวัติศาสตร์ผ่านการเปิดเผยความจริง การคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิ และ ยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นซ้ำรอย
“ทุกความเปลี่ยนแปลงต้องการความกล้าหาญ ไม่ใช่เพียงการยืนหยัดเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจ แต่คือการยึดมั่นในความจริงและหลักแห่งความยุติธรรม เพราะความยุติธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากผู้กล้าที่ยังคงยืนหยัดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้อื่น” นางอังคณา กล่าว



















